น้ำผึ้ง กับสรรพคุณที่น่าทึ่ง!

Anti-Aging ขอนำเสนอ น้ำผึ้ง (Honey) คือผลผลิตของน้ำหวานจากดอกไม้และจากแหล่งอื่น ๆ ที่ผึ้งงานนำมาเก็บสะสมไว้ โดยผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีแล้วสะสมไว้ในรังผึ้ง ซึ่งปกติแล้วน้ำผึ้งจะมีกลิ่น รส สี ที่ต่างกันออกไปตามชนิดของพืชนั้น ๆ จึงทำให้สามารถระบุชนิดของน้ำผึ้งตามชนิดของพืชนั้นได้ ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกส้ม ดอกลำไย ดอกลิ้นจี่ ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานในอาหารหรือเครื่องดื่มนานาชนิด

ประโยชน์ของ น้ำผึ้ง Anti-Aging
1.ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
2.มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
3.ช่วยลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
4.ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ
5.พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งช่วยบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื่น และนุ่มนวล หลังล้างหน้าเสร็จให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
6.ช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกลอกเป็นขุย ด้วยการนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้งผสม 1 ช้อน คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
7.ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ
8.ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง
9.ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มสวยเงางาม หลังสระผมเสร็จให้นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ นำมาชโลมให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก
10.ช่วยบำรุงเสียงให้ใส ลดอาการเจ็บคอ
11.ช่วยลดสิวเสี้ยน สิวอุดตันบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเสร็จแล้วให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
12.นิยมนำมาใช้ผสมในเครื่องต่าง ๆ เช่น นม ชา กาแฟ โยเกิร์ต น้ำมะนาว หรือแม้กระทั่งเบียร์หรือไวน์
13.นำมาใช้เป็นส่วนผสมในขนมหวานต่าง ๆ หรือผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ
14.ใช้น้ำผึ้งแทนสารกันบูดในน้ำสลัด ซึ่งจะทำให้น้ำสลัดไม่เสียและเก็บได้นานถึง 9 เดือน
15.น้ำผึ้งสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น มาส์กหน้า สบู่ เจลล้างหน้า สครับ เป็นต้น
16.น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ
17.ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ดี
18.ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก
19.ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
20.ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการทำงานหรือเล่นกีฬา

anti-aging

Anti-Aging คืออะไร?? มาหาคำตอบกัน

Anti-Aging เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโภชนาการ การทำงาน การออกกำลังกาย และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตรวจลึกลงไปถึงระดับเซลล์ เพื่อนำมาประเมินและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพราะร่างกายเรามีการปรับเปลี่ยนและเสื่อมไปตามวัย การชะลออายุ หรือชะลอความแก่ คือการปรับสมดุลของระบบต่างๆ และชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายของเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปรับสมดุลฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปตามวัย หรือการตรวจระดับวิตามิน เพราะในการตรวจเฉพาะทางของ Anti-Aging จะมีการวิเคราะห์ผลแลปอย่างละเอียดกว่าการตรวจร่างกายปกติ เพื่อนำมาวิเคราะห์และมีการเสริมวิตามินที่ขาดให้แบบเฉพาะบุคคล เพราะเมื่อเซลล์เปี่ยมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ ก็จะทำงานได้ดีที่สุด และส่งผลให้มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย
ด้วยจุดเด่นข้างต้นนี้ กระแสของ Anti-Aging and Regenerative medicine จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยในสหรัฐอเมริกา มีการพัฒนาด้าน Anti-Aging and Regenerative medicine อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นผู้นำของศาสตร์การแพทย์ด้านนี้
เพราะ Regenerative Medicine คือ การยกระดับศาสตร์แห่งการมีสุขภาพดีขึ้นไปอีกขั้น คืนความสดชื่น และความแข็งแรงให้กับทุกคน ในการดูแลจึงต้องอาศัยการรวบรวมผู้มีความรู้ความชำนาญและเทคโนโลยีปฏิบัติงานทางการแพทย์ที่ดีที่สุด เพื่อหาวิถีทางที่เหมาะสมในการทำให้อายุยืนอย่างมีคุณภาพ เพราะเราเชื่อว่าการป้องกันคือกุญแจสำคัญสู่การมีอายุยืนยาวและสุขภาพที่ดี

anti-aging

ทำอย่างนี้ หน้าแก่กว่าไวแน่ๆ ไม่ควรทำเด็ดขาด!!!

Anti-Aging  5 สิ่งต้องห้าม ทำแล้ว หน้าแก่ก่อนวัย 

1) การจินตนาการเชิงลบ
ปัจจุบัน คนเมืองและคนวัยทำงานต้องเผชิญกับความเครียดสะสมอย่างมากทั้งจากงานและชีวิตประจำวันจนทำให้เกิดจินตนาการเชิงลบ ซึ่งความคิดเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้ หน้าแก่ก่อนวัย เกิดโรคต่างๆ ได้ เพราะว่าจิตใจของคนเราเชื่อมโยงกับร่างกายโดยตรง ดังนั้น ความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้เราไม่เป็นสุข เกิดความเครียดทางอารมณ์ สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย
2) ความอ้วน
วิถีดำรงชีวิตและอาหารการกินของคนสมัยใหม่เอื้อให้เป็นโรคอ้วนง่ายขึ้น การเข้าสังคม การหาร้านอาหารใหม่ๆ เพื่อลงสื่อสังคมออนไลน์ หรือแม้แต่การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวันโดยไม่ได้ขยับร่างกาย ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วนได้ทั้งสิ้น
หลายคนอาจคิดว่าตนเองไม่ได้อ้วนแต่แค่มีพุงนิดหน่อย แต่อันที่จริงแล้วการอ้วนลงพุงนั้นอันตรายมาก โดยตามเกณฑ์แล้วหากวัดจากรอบเอวผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้วหรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้วหรือ 80 ซม. ซึ่งความอ้วนและอ้วนลงพุงนี้เป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคตับอักเสบ-ตับแข็ง โรคข้อและกระดูก และแม้กระทั่งมะเร็ง
3) ลดการบริโภคน้ำตาล
งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำตาลเปรียบเหมือนสารเสพติดชนิดหนึ่งที่ยิ่งรับประทานยิ่งอร่อย น้ำตาลจึงกลายเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในอาหารคาวและหวานแทบทุกเมนู ทั้งที่ในความเป็นจริงร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวัน
ดังนั้นการที่เราบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการจากการรับประทานอาหารบางประเภทมากเกินไป เช่น ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม หรือแม้กระทั่งข้าวขาว และผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงสุก ทำให้เราเข้าสู่พฤติกรรม “แช่อิ่ม” เพราะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่างๆ
4) งดบริโภคไขมันทรานส์
เพราะไขมันทรานส์เกิดจากการแปรรูปจึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น เช่น ครีมเทียมในกาแฟพร้อมเสิร์ฟ ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ ฯลฯ นอกจากนี้คนจำนวนมากยังมีความเชื่อผิดๆ ว่าการใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวอย่างน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มาปรุงอาหารประเภททอดแล้วดีกว่าการใช้น้ำมันอิ่มตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำมันประเภทไขมันไม่อิ่มตัวนั้นสามารถจับกับไฮโดรเจนกลายเป็นไขมันทรานส์และก่อให้เกิดสารพิษตกค้างและกระตุ้นอนุมูลอิสระในร่างกายได้
อย่างไรก็ตาม การเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างโดยมีสิ่งห่อหุ้มระหว่างอาหารกับที่ย่าง เช่น ใบตอง จึงปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่าการรับประทานอาหารแบบทอด
5) หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถือเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ ดังนั้น การรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว จึงให้โทษต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสะสมพิษชนิดเดียวกัน และยังมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษและย่อยยากด้วย เราจึงควรหาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพรับประทานแทน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ธัญพืชต่างๆ เห็ดชนิดต่างๆ โดยเฉพาะหากใครที่ต้องการลดน้ำหนัก เมนูเห็ดเป็นเมนูที่ดีที่สุดเพราะไม่มีน้ำตาล ไม่มีไขมัน อุดมด้วยโปรตีนและใยอาหาร”

Ant-Aging

เลือกทานอาหาร เสริมสร้างจากภายใน ช่วยชะลอวัย หน้าเด็กกว่าวัย

Anti-Aging หรือการ ชะลอวัย หลายๆท่านคงจะนึกถึงเรื่องความสวยความงาม โดยเฉพาะเรื่องริ้วรอยบนใบหน้า หรือความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ทำให้นึกว่าเป็นการลดอายุ หรือป้องกันไม่ให้แก่โดยการใช้เครื่องมือหรือยาต่างๆในการดูแลผิวพรรณ แต่จริงๆแล้ว Anti-Aging Medicine ไม่ใช่เพียงเกี่ยวกับเรื่องความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูแลรักษาสุขภาพจากภายในโดยการเลือก “ทานอาหารที่มีประโยชน์” ช่วยฟื้นฟูระบบภายในร่างกาย เป็นการดูแลภายในสู่ภายนอกที่แท้จริง

ผักใบเขียว ชะลอวัย
“ผักใบเขียว” ส่วนใหญ่ไม่มีไขมัน ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะบริโภคให้หลากหลาย โดยปริมาณที่แนะนำคือ 5-6 อุ้งมือขึ้นไปต่อวัน จะทำให้สาวๆ ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารต้านความแก่ จึงทำให้แก่ช้าลง และช่วยให้ผิวพรรณดูเต่งตึง กระชับมากขึ้น ช่วยให้ดูเด็กกว่าวัย และในผักใบเขียวและผลไม้ ยังมีโซเดียมต่ำ มีกากใยสูงมาก จึงสามารถชะลอวัยและลดความเสี่ยงการป่วยด้วยโรคต่างๆ ได้ดี แถมยังทำให้สาวๆ อิ่มนาน ทำให้ควบคุมและลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ยังพบสารต้านมะเร็งที่เรียกว่า “สารพฤกษเคมี” ที่ช่วยยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็ง และช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วย โดยผักที่อยากแนะนำ คือ ผักใบเขียวต่างๆ เช่น ผักโขม คะน้า กวางตุ้ง ผักเคล เป็นต้น

“ตระกูลเบอร์รี่” กินแล้วหน้าเด็ก
สุดยอดอาหารชะลอวัยคือ ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบล็กเบอรี่ ราสเบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่ จะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ที่ช่วยทำให้เซลล์มีสุขภาพดี และช่วยปกป้องโรคภัยด้วย นอกจากนี้แบล็กเบอร์รี่ยังช่วยปกป้องคุณจากมะเร็ง และโรคเบาหวานได้ด้วย

“ธัญพืชประเภทถั่ว” อาหารต้านแก่
อาหารชะลอวัยชั้นเลิศอีกหนึ่งรายการคือ “ธัญพืชประเภทถั่ว” ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ หรือพิตาชิโอ จะประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดและยังมีธาตุเหล็ก วิตามินบี และโพแทสเซียม และสาวๆ รู้หรือไม่ “ถั่ว” เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว สารอาหารมากมายทั้งแร่ธาตุและวิตามินอีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง และดูอ่อนเยาว์มากขึ้น จึงเป็นสุดยอด “อาหารชะลอความแก่” ได้อย่างดี ทั้งนี้งานวิจัยระบุว่า…คนกินถั่วทุกวันอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่กิน จึงขอให้สาวๆ ทานถั่ววันละ 1 กำ

“โอเมก้า 3” อาหารชะลอวัย
สารอาหารโอเมก้า 3 เป็นสารสำคัญต่อสุขภาพของผู้หญิง ทำหน้าที่เป็นอาหารชะลอวัย อาหารต้านแก่ โดยจะช่วยชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง ลดการอักเสบ ช่วยเสริมสร้างและลดการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ลดอาการซึมเศร้า ป้องกันความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ และสมองเสื่อม มักพบในปลาทะเล เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาทู หรือน้ำมันตับปลา

อาหารต้านแก่ กินแล้วชะลอวัย แถมยังสวยใสมีออร่า รีบไปหามารับประทานกันนะคะ แล้วคุณจะบอกลาความแก่ไปได้เลย

anti-aging

ออกกำลังกายกับ การดูแลสุขภาพ ข้อเข่า

ปัจจุบันหนุ่มสาววัยทำงานให้ความสำคัญ การดูแลสุขภาพ กับการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก ทั้งการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ชกมวย ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค โยคะ พีลาทิส รวมถึงเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารคลีนหรือน้ำผลไม้สารพัดชนิด การออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมช่วยให้สุขภาพแข็งแรง กระฉับกระเฉง สดชื่นแจ่มใส อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้เป็นอย่างดี การออกกำลังกายที่ดีต้องมีความสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงท่าที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อร่างกาย

เพื่อช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการออกกำลังกาย  การดูแลสุขภาพ ขั้นตอนของการออกกำลังกาย แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ ช่วงอบอุ่นร่างกาย ใช้เวลา 5-10 นาที ด้วยการบริหารกายและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ช่วงออกกำลังกาย ใช้เวลา 10-40 นาที เป็นการออกกำลังกาย เพื่อสร้างความอดทน ของระบบไหลเวียนโลหิตหัวใจ หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และ ช่วงผ่อนคลายร่างกาย ใช้เวลา 5-10 นาที โดยการบริหารกายและยืดเหยียดก่อนเสร็จ

การออกกำลังกายที่ดีและเหมาะกับคนวัยทำงานนั้นได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็น การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 20-30 นาที เพื่อให้หัวใจบีบตัวเร็วกว่าปกติ 60-70% เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิค เต้นลีลาศ เป็นต้น การที่จะเลือกประเภทหรือชนิดของการออกกำลังกาย ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความชอบ ความง่ายต่อการเข้าถึง รวมถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพของแต่ละคน เช่น ผู้ที่มีปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายที่มีการกระแทกน้ำหนักอย่างรุนแรง แต่เน้นในเรื่องความยืดหยุ่นและการทรงตัวให้ออกกำลัง การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยลดแรงที่กระทำต่อข้อเข่า ป้องกันข้อติด ช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น เช่น โยคะ การรำมวยจีน ชี่กง ไท้เก็ก เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากการกระแทกและการบาดเจ็บกับข้อเข่าหรือกล้ามเนื้อต่างๆ

โรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยคุมอาการได้ถ้าได้รับการดูแลรักษาถูกวิธีโดยมุ่งลดอาการปวด เพื่อช่วยให้สามารถใช้ข้อเข่าได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด มีแนวทางการรักษาหลัก 2 วิธี คือ การรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด สำหรับการรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด เช่น การใช้ยา ออกกำลังกาย ประคบร้อนเย็น การลดน้ำหนัก เป็นต้น ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ได้แก่ ยาแก้ปวด และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ แต่การใช้ยาดังกล่าวอาจพบอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่าง

พบว่าในผู้หญิงพบโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย สาเหตุมักมาจาก อายุที่เพิ่มมากขึ้นและใช้ข้อเข่ามาเป็นเวลานาน การใช้ข้อเข่าที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ภาวะอ้วนและน้ำหนักตัวที่มากขึ้นทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับโดยเฉพาะเวลาเดิน ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุหรือมีการอักเสบติดเชื้อที่ข้อเข่ามาก่อน มีโรคไขข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ เป็นต้น หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม สำหรับอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการปวด ผู้ป่วยมักปวดมากขึ้นเวลาใช้งาน นอกจากนี้อาจมีอาการข้อยึดและติด ถ้าเป็นมาก การเหยียดงอเข่าจะลดลงทำให้เคลื่อนไหวลำบาก อ่านเพิ่มเติม

อยากลดน้ำหนักให้เห็นผล อย่า ออกกำลังกาย หักโหม อันตรายกว่าที่คิด

ออกกำลังกาย หักโหม อาจทำให้คุณป่วยได้ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า ออกกำลังกายมากไปไหม
ออกกำลังกายหักโหม เช็คด่วน 4 สัญญาณเตือนว่าคุณ ออกกำลังกายเกินกำลัง แทนที่จะได้ร่างกายแข็งแรงกลับต้องเสี่ยงป่วยซะก่อน
เพื่อนสาวข้างบ้านอยากลดหุ่นให้สวยทันวันแต่งงาน เลยลงทุนออกกําลังกายอย่างหนัก วิ่งทั้งเช้าและเย็นต่อเนื่องนานลายชั่วโมง สุดท้ายร่างพัง กล้ามเนื้อขาอักเสบรุนแรง จนต้องลางานมานอนอยู่บ้าน
เหตุการณ์ดังกล่าว หลายคนคงเคยสัมผัสมาบ้างใช่ไหมคะ รีบลดหุ่นก่อนวันสำคัญจนมองข้ามสุขภาพไป การฝืนออกกำลังกายหนักๆ เพื่อให้เห็นผลเร็วแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะนอกจากจะทําให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บแล้ว ยังส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น อาจเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หัวใจล้มเหลว และร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
มี 4 ข้อ ให้คุณเช็คว่าเรากำลังออกกำลังกายอย่างหักโหมเกินไปหรือเปล่า

4 ข้อ จงเช็คด่วน
1.พูดสื่อสารขณะออกกําลังกายได้ไม่ปกติ มีอาการหยุดพูด หรือพูดได้เป็นคําๆ
2.เป็นลมหมดสติ หรือคลื่นไส้หลังออกกําลังกาย
3.รู้สึกเหนื่อยล้าเกือบทั้งวันหลังออกกําลังกาย แทนที่จะตื่นตัวและกระฉับกระเฉง
4.ปวดข้อ เจ็บกล้ามเนื้อบริเวณแขน และขา ถ้ามีอาการปวดเพียง 1 วันถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าปวดนานเป็นสัปดาห์นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีแล้ว อ่านเพิ่มเติม

อดอาหารเช้า ทำเสี่ยง เป็น อัลไซเมอร์

เป็น อัลไซเมอร์  ได้ หากอดอาหารเช้า
มื้อเช้า เป็นมื้อสำคัญของวัน เพราะเป็นมื้อแรกที่ให้สารอาหารแก่ร่างกายหลังจากไม่ได้รับเลยขณะหลับเป็นระยะเวลานาน ทั้งยังเป็นมื้อตั้งต้นของวันอีกด้วย แล้วรู้ไหมว่า การอดมื้อเช้า ทำเสี่ยง เป็นอัลไซเมอร์ ได้อีกด้วย วันนี้ผู้เขียนจะขออ้างอิงข้อมูลจาก พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ค่ะ

สถานการณ์ในปัจจุบัน
รายงานขององค์การโรคอัลไซเมอร์ระหว่างประเทศเมื่อปี 2553 ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านคน อยู่ในเอเชียอาคเนย์ 2.4 ล้านคน

พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะนายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม อธิบายให้ฟังถึงสถานการณ์ของผู้ป่วยสมองเสื่อมในปัจจุบันว่า จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยมี 10% ของประชากรทั้งหมด และ 10% ของประชากรผู้สูงอายุเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อม นั่นคือ ผู้ป่วยสมองเสื่อมในประเทศไทยมี 1% ของประชากรทั้งหมด (กว่า 60 ล้านคน) เท่ากับประมาณ 600,000 กว่าคน ขณะที่ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบสัดส่วนของผู้สูงอายุอยู่ที่ร้อยละ 12 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 17 ในอีก 8 ปีข้างหน้า หมายความว่า อีก 8 ปีข้างหน้าเราจะมีจำนวนผู้ป่วยสมองเสื่อมมากขึ้นตามไปด้วย สาเหตุของสมองเสื่อมมีด้วยกันหลายปัจจัย ทั้งจากสมองโดยตรงคือ เนื้อสมองตาย ซึ่งปัจจุบันพบคนไข้ที่สมองเสื่อมด้วยสาเหตุนี้ 50-60% ของคนไข้ทั้งหมด หนึ่งในโรคที่เกิดจากสมองเสื่อมที่รู้จักกันดีคือ “อัลไซเมอร์” เกิดจากการ “เสื่อมสลาย” ของสมอง เพราะเซลล์ที่เคยมีอยู่มากมายในสมองเพื่อทำหน้าที่เรื่องการเรียนรู้การจดจำ สูญเสียความสามารถนั้นไป ในคนไข้ที่เป็นอัลไซเมอร์ พื้นที่ที่คุมเรื่องความรู้ความจำความสามารถจะสูญเสียความสามารถนั้นไป ทำให้สูญเสียความสามารถในหลายเรื่องๆ

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค
ปัจจัยภายนอกที่ก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม เช่น หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองผิดปกติ ถ้าเส้นเลือดที่คุมแขนขาเสียก็จะเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดที่คุมในส่วนของพื้นที่ที่ควบคุมความรู้ความจำความสามารถ ก็จะเกิดอาการสมองผิดปกติ นอกจากนี้ สาเหตุจากความดันโลหิต เบาหวาน สูบบุหรี่ อ้วน ไขมันสูง และยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การติดเชื้อ การขาดสารอาหาร ฯลฯ

อัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ก็จริง คนที่มีพ่อและแม่เป็นอัลไซเมอร์จะมีโอกาสที่จะเป็นอัลไซเมอร์สูงมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นแน่นอน เพราะอาจมียีนส์ตัวอื่นที่กดไว้ อ่านเพิ่มเติม

“NEWNORMAL ” ชีวิตวิถีใหม่ของ สว. ที่จะเปลี่ยนไปในหลายๆ ด้าน

กรมการแพทย์ก็ได้เคยออกมาให้ข้อมูล NewNormal ว่ากลุ่มผู้ป่วย COVID-19 ในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุวัยทำงาน แต่กลุ่มที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป โดยคิดเป็นร้อยละ 12.1 ขณะที่ผู้ป่วยอายุ 80-89 ปี จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 24 หรือหมายถึงคนอายุเกิน 80 ปี หากป่วย COVID-19 จำนวน 4 คน เสียชีวิต 1 คน

ดังนั้น จึงควรดูแลตามหลักการโดยเน้น 2 ส่วนคือ การป้องกันติดเชื้อ และป้องกันร่างกาย-สมองถดถอยช่วงเก็บตัวอยู่บ้าน ผ่าน 5 อ.คือ อาหาร เน้นรับประทานโปรตีนมากขึ้น, อารมณ์ พยายามอย่าเครียด, ออกกำลังกาย ภายในบ้าน เดินซอยเท้าอยู่กับที่ หรือแกว่งแขนไปมา, เอนกายพักผ่อน นอนพักผ่อนให้ได้วันละ 7-9 ชม. และออกห่างสังคมนอกบ้าน ไม่ออกไปนอกบ้าน หรือหากจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์เสมอ

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า หลังสิ้นสุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 พฤติกรรมของคนทั่วโลกจะเปลี่ยนไป จนกลายเป็น “NewNormal” หรือ ชีวิตวิถีใหม่ขึ้น ในหลายๆ พฤติกรรมที่ไม่ว่าจะเป็น การใส่หน้ากากอนามัย ที่จากนี้ไปจะกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นว่าใส่เฉพาะตัวเองป่วยการหมั่นล้างมือบ่อยๆ หรือแม้แต่การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ “Social distancing” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก

การหันมาสนใจสุขภาพอนามัยของส่วนรวมมากขึ้น การรับประทานอาหารที่ไม่ใช้ช้อน-ส้อมหรือแก้วน้ำร่วมกันรวมถึงการปรับเปลี่ยนธุรกิจและบริการต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะเน้นการซื้อ-ขายผ่านออนไลน์มากขึ้น การใช้เงินสดจะลดลง เพราะไม่ต้องการสัมผัสธนบัตรที่ผ่านหลายมือ การทำงานที่บ้าน หรือ Work from home หรือการเรียนผ่านออนไลน์จากบ้านจะกลายเป็นแนวทางปฏิบัติในอนาคต

โรคโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิตผิดไปจากปกติ ซึ่งระยะเวลานั้น อาจกินเวลาหลายเดือนและอาจจะเป็นปี สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า New Normal หรือความปกติในรูปแบบใหม่ ซึ่งหมายถึงบรรทัดฐานและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมจะไม่เหมือนเคย ส่วนจะเปลี่ยนแปลงด้านไหนบ้างโดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย เราลองไปดูกัน

การใช้ชีวิต
มาตรการปิดเมืองทำให้ร้านอาหารหลายร้านต้องปิดชั่วคราว หลายคนกังวลเรื่องความสะอาดมากขึ้น จึงใช้ระยะเวลาในช่วงกักตัว หันมาหัดทำอาหาร หรือรื้อฟื้นฝีมืออีกครั้ง ทำให้ การนั่งรับประทานอาหารที่ร้านจะไม่เป็นที่นิยมเท่าแต่ก่อน แน่นอนว่าผลดีคือทำให้การใช้ชีวิตร่วมกันในบ้าน กลับมาอบอุ่นและมีความเข้าใจกันมากขึ้น

จากเดิมที่ผู้สูงอายุต้องออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน แต่หลังจากนี้ ความตระหนักด้านสุขอนามัยที่มากขึ้นจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้คนจะหันมาเสพสื่อ ทำกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ และใช้เวลาในโลกออนไลน์ยาวนานขึ้น

เรื่องของเทคโนโลยี
อย่างที่ได้บอกไปว่าโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้สูงอายุหันมาอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น อินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมากจนแทยจะขาดไม่ได้ ทุกอย่างจะทำงานผ่านระบบดิจิตอล ทั้งการจ่าย การโอน หรือการทำธุรกรรมต่างๆ การทำธุรกรรมออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องปกติแทนที่การใช้เงินสด ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องเรียนรู้ อ่านเพิ่มเติม

10 ปรโยชน์ ” ส้มโอ ” ไม่มีดีเเค่อร่อยเเต่ยังมีคุณค่าสารอาหารครบ

ว่ากันว่าผลไม้ไทยตระกูลส้มอย่าง “ส้มโอ” เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์และน้ำเยอะ ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน มี “แคลอรีต่ำ” อย่างไม่น่าเชื่อ เหมาะกับสาวๆ ที่กำลัง “ลดน้ำหนัก” อย่างมาก นอกจากกินแบบสดๆ แล้ว ยังสามารถนำไปปรุงเป็น “อาหารแคลอรีต่ำ” ช่วยแก้เบื่อในช่วงลดน้ำหนักได้ด้วย

10 ประโยชน์ “ส้มโอ” ผลไม้แคลต่ำ!
1. ส้มโอมีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
3. ส้มโอช่วยบำรุงสายตา ทำให้ดวงตาสดใส เป็นประกาย
4. ช่วยให้เจริญอาหาร เหมาะกับผู้ป่วยเป็นไข้ที่ขมปาก เบื่ออาหาร
5. ส้มโอช่วยขับสารพิษในร่างกายได้
6. ส้มโอช่วยแก้อาการเมาค้างได้
7. ช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร
8. เนื้อส้มโอมาบดแล้วทาผิวหน้า ช่วยบำรุงผิวให้เต่งตึง กระชับ สดใส อ่านเพิ่มเติม

” ชาไข่มุก ” เครื่องดื่มสุดฮิต กินยังไงไม่ให้อ้วน? เรามาดูเทคนิคกัน

นาทีนี้เครื่องดื่มที่สาวๆ เทใจให้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น ” ชาไข่มุก “ (ทั้งแบบใส่นมและไม่ใส่นม) ความฟินมันไม่ได้อยู่แค่การได้ดูดดื่มเครื่องดื่มให้สดชื่นตื่นเต็มตาเท่านั้น แต่มันอยู่ที่การได้เคี้ยว “เม็ดไข่มุก” หนึบหนับ กินคู่กับน้ำชาเย็นๆ หอมๆ แล้วยิ่งอร่อยเข้ากันแบบคูณสอง

ชาไข่มุกศัตรูร้ายคนลดน้ำหนัก
แม้ว่าเครื่องดื่ม “ชาไข่มุก” จะอร่อยหอมมันแค่ไหน แต่การบริโภคที่มากเกินพอดี (กิน 2-3 แก้วต่อวัน) ก็ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณแน่นอน ทั้งเสี่ยงโรคเบาหวาน โรคความดัน เสี่ยงภาวะเสพติดกาเฟอีนในน้ำชา น้ำหนักขึ้น หรือภาวะอ้วนลงพุง

โดยเฉพาะ “สาวออฟฟิศ” ที่กำลัง “ลดน้ำหนัก” เรียกได้ว่าชาไข่มุกเป็นศัตรูตัวฉกาจ เพราะชาไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงานสูงถึง 240-360 แคลอรี่ (ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเชื่อม นม และครีมที่ใส่ลงไป) บางร้านเม็ดไข่มุกที่ใช้ก็ถูกแช่ในน้ำเชื่อมหวานเจี๊ยบ

เม็ดไข่มุกจัดอยู่ในอาหารหมวดเดียวกับแป้งและน้ำตาล โดยไข่มุก 30 กรัม ให้พลังงาน 100 แคลอรี่ ซึ่งพลังงานที่ได้จากการดื่มชานมไข่มุกใกล้เคียงกับการรับประทานก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ 1 ชาม ที่ให้พลังงาน 326 แคลอรี หรือเทียบเท่ากับข้าวสวย 3-4 ทัพพีเลยทีเดียว

ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ชาไข่มุกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกกาแฟเย็น ซึ่งกาแฟเย็น ชาเย็น กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เพราะวัยรุ่นและวัยทำงานบริโภคกันเยอะมาก ซึ่งอาจสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินของคนไทย แนะนำว่าควรดื่มชาไข่มุกให้น้อยลง หรือนานๆ ดื่มครั้ง เพราะชาไข่มุกหวานมาก (มีน้ำตาลทรายมากถึงแก้วละ 5-6 ช้อนชา)

How to กิน “ชาไข่มุก” ยังไงไม่อ้วน?
แล้วถ้าเกิดสาวๆ อยากกินชาไข่มุกขึ้นมาจริงจังแบบ “ชาไข่มุกจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง” ขนาดนั้นล่ะก็…ควรมีวิธีเลือกกินแบบพอดี กินแบบรักษาสุขภาพสักนิด และไม่ทำให้อ้วน ซึ่งเรามี How to ง่ายๆ มาบอกต่อค่ะ

1. กินชาไข่มุก ต้องตัดใจเมนูอื่น
ถ้าวันไหนคุณจะกิน “ชาไข่มุก” หรือ “ชานมไข่มุก” ให้คิดไว้เลยว่าวันนั้นคุณต้องตัด calorie จากอาหาร ขนม หรือ Fast food อื่นๆ ออกไปให้ได้อย่างน้อย 300-400 แคลอรี่ ตัวอย่างเช่น หากวันนี้กินชานมไข่มุกแล้ว ก็ควรลดอาหารในกลุ่มแป้งให้น้อยลง งดของหวานจัด งดของทอด งดไก่ทอดและพิซซ่า เน้นกินโปรตีนและผักผลไม้แทน

2. กินทีละครึ่งแก้ว!
สมมติว่าซื้อชานมไข่มุกแก้วใหญ่มา แทนที่จะกินให้หมดภายในคราวเดียว ลองแบ่งกิน 2 วันก็ได้นะ จะได้รับแคลอรีน้อยลงในแต่ละวัน วันแรกกินครึ่งแก้ว ที่เหลือใส่ตู้เย็นไว้ วันถัดมาก็ค่อยกินอีกครึ่งแก้ว รสชาติยังใช้ได้อยู่ ช่วยแก้โหยชานมไข่มุกไปได้อีกวัน แคลอรีต่อวันใน 1 แก้ว ลดลงจากเดิมได้ประมาณ 180 แคลฯ เลยทีเดียว

3. เลือกกินชาผลไม้แทนชานม
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้คือ อย่ากินเฉพาะชานมไข่มุกเพียงเมนูเดียว ลองเปลี่ยนไปเมนูอื่นๆ ที่ไม่ใส่นมบ้าง เช่น ชาเขียวมะลิแบบใส ชาผลไม้ต่างๆ เพื่อช่วยลดแคลอรีลงในแต่ละแก้วที่คุณซื้อ และควรเว้นระยะบ้าง ไม่ควรกินทุกวัน แต่ถ้าคนไหนเริ่มติดจนต้องกินทุกวัน ให้ค่อยๆ ลดปริมาณลง จากวันละแก้วให้เหลือแค่วันเว้นวัน จากนั้นลดเหลือสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็พอ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหนักตัวพุ่งทะลุเพดาน อ่านเพิ่มเติม