รีวิวภาพยนตร์ที่อยู่ในใจ ใครหลายๆคน หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก

รีวิวภาพยนตร์ที่อยู่ในใจ ใครหลายๆคน หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก

ใบเฟิร์น” ดีใจ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” หนังแอบรักรุ่นพี่ในตำนาน เตรียมรีเมกใหม่ในเวอร์ชั่นจีน | AtimeOnline | LINE TODAY

รีวิวภาพยนตร์ที่อยู่ในใจ เรื่องย่อของหนัง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก

เนื้อเรื่องเริ่มต้นจากการตกหลุมรักรุ่นพี่ของน้ำ ซึ่งพี่โชนคนนี้ก็เป็นหนุ่มสุดฮอตของโรงเรียน แต่น้ำก็ไม่กล้าบอกกับพี่โชนไปตรง ๆ ว่าแอบรัก ก็ได้แต่ทำทุกวิถีทางให้พี่โชนสนใจในตัวเธอ สาวน้อยตัวดำ ๆ ก็ได้พวกเพื่อน ๆ ที่รู้มาโดยตลอดว่าแอบรักรุ่นพี่คนนี้มานานแล้ว ช่วยกันหลาย ๆ วิธีเพื่อที่ให้เพื่อนรักได้สมหวัง เริ่มจากการช่วยขัดสีฉวีวรรณเนื้อตัวให้ดูดีขึ้น สวยขึ้น แล้วไปสมัครเข้าชมรมการแสดง ไปเป็นดรัมเมเยอร์ของโรงเรียน ตั้งใจเรียน จนในที่สุดเธอก็ได้กลายเป็นสาวฮอตของโรงเรียน

จุดพีคมันอยู่ที่พี่โชนก็แอบหลงรักน้ำมานานแล้วเหมือนกัน แอบชอบตั้งแต่ตอนที่น้องน้ำยังมีหน้าตาขี้เหร่ และพี่โชนก็แอบตามถ่ายรูปเก็บและจดบันทึกไว้เป็นอัลบั้มเลย (แอบเขิน แอบมโนว่าตัวเองเป็นน้ำ) แต่สิ่งที่ทำให้พี่โชนกับน้ำไม่ได้เป็นแฟนกันสักที ก็เพราะว่าเพื่อนรักของพี่โชนที่ชื่อท็อปก็ดันตัดหน้าขอน้ำเป็นแฟนไปซะก่อน แถมทั้งสองก็เคยสัญญากันไว้ว่าจะไม่เอาแฟนเก่าของเพื่อนมาเป็นแฟนของตัวเองเด็ดขาด (อิหยั่งว่ะ) จนวันที่น้ำตัดสินใจเป็นฝ่ายบอกรักพี่โชนในวันที่พี่โชนจบการศึกษา ในวันนั้นเองที่ทำให้น้ำของเราต้องเศร้าใจอย่างหนัก เพราะพี่โชนได้ตกลงคบกันกับปิ่น ที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันนั่นเอง แต่ลึก ๆ แล้วเราก็ดูออกแหละ ว่าพี่โชนยังรักน้ำอยู่

หนังตอนจบเค้าไม่ใจร้ายทำให้พวกเราต้องเศร้ากันหรอก เพราะเมื่อโตขึ้น ชีวิตต่างคนก็ประสบความสำเร็จ น้ำที่ได้เป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดังก็ได้รับการเชิญตัวให้มาสัมภาษณ์รายการทีวี และก็ได้มีพี่โชนโผล่มาเซอร์ไพร์สกลางรายการอีกด้วย จบแบบแฮปปี้จ้า

ความน่าสนใจของหนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก
หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รักมีความน่าสนใจตรงที่มีการถ่ายทอดให้เห็นถึงบุคลิกและชีวิตของตัวละครวัยมัธยมหลายตัวที่มีความเป็นธรรมชาติทำให้เรานึกถึงชีวิตของตัวเองในวัยมัธยมซึ่งมีโมเม้นต์หลายอย่างแบบนี้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแอบรักใครสักคน การคบหากับกลุ่มเพื่อนที่มีความเหมือนกันแม้จะไม่ใช่เพื่อนที่มีอะไรโดดเด่นแต่ก็ร่วมเป็นร่วมตายได้ตลอด

บทจะกรี๊ดรุ่นพี่ผู้ชายก็จะดี๊ด๊าเหมือนกันเป็นกลุ่มแบบสุมหัวเงียบ ๆ เพื่อนกันบางทีเราอยากทำอะไรก็มีอายเพราะกลัวโดนล้อ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้ช่วยเราเหมือนกับเพื่อนในกลุ่มที่ช่วยน้ำแปลงโฉมและใช้วิธีให้ของแทนใจแก่พี่โชนต่าง ๆ พยายามเข้าชมรมที่ทำให้มีคนสนใจซึ่งก็ได้เป็นชมรมละครเวทีที่น้ำในแสดงเป็นสโนไวท์

บอกเลยว่าฉากนี้เราฟินจิกหมอนตอนพี่โชนผู้น่ารักต้องมารับบทเจ้าชายจำเป็นและจูบลง สมองนี่คิดไปไกลก่อนนางเอกแล้วจ้า ตั้งแต่นั้นนางเอกก็เริ่มหน้าตาดีมากขึ้นจนสุดท้ายก็ได้เป็นดรัมเมเยอร์ประจำโรงเรียนซึ่งพี่โชนก็เริ่มจะเข้าหาเธอมากขึ้น แต่กับมีมารผจญคือเพื่อนพระเอกที่มาชอบนางเอกนี่ล่ะ

เราเสียน้ำตาให้กับฉากท้าย ๆ หลายฉากมากไม่ว่าจะเป็นฉากที่นางเอกซึ่งห่างเหินจากเพื่อน ๆ เพราะเอาแต่อยู่กับพวกพระเอกไปง้อจนกอดคอกันร้องเพลงวัน เดือน ปี และฉากที่นางเอกร้องไห้เปิดไดอารี่ซึ่งพระเอกเอามาให้ ในนั้นมีแต่รูปนางเอกทีเผลอที่พี่โชนแอบถ่ายไว้หลายรูปพร้อมข้อความบอกความในใจมากมายทำให้เราได้รู้ว่าพระเอกชอบนางเอกตั้งแต่ตอนหน้าปลวกแล้ว คือหน่วงมาก ณ จุดนี้ แต่สุดท้ายก็แฮปปี้เอ็นดิ้งนะ เป็นหนังอีกเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดทุกประการค่ะ

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก (FIRST LOVE) (DVD) ดีวีดี | Lazada.co.th

รีวิวภาพยนตร์ที่อยู่ในใจ ข้อคิดดี ๆ จากหนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก
หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รักทำให้เราได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพความรักของการเป็นเพื่อนที่ดี ช่วยเหลือ และอยู่เคียงข้างกันและกัน แม้ว่าเราจะทำตัวอย่างไรสายใยระหว่างเพื่อนก็ไม่สามารถตัดได้ขาด และในมุมมองของความรัก สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวตนจนบรรลุเป้าหมายให้อยู่ในสายตาเขามากแค่ไหน แต่เขาก็รักที่คุณเป็นตัวของคุณที่นิสัยด้วยนะ

หากอยากให้เขาอยู่ในสายตา วิธีที่สุดคือ เราอาจจะเข้าหาเขา คอยช่วยเหลือ ให้เขารู้จักเรามากขึ้นและเมื่อเริ่มสนิทแล้วจึงค่อยบอกความในใจไป แม้จะเร็วแต่ก็ดีกว่าเราบอกช้าจนถูกคนอื่นแซงหน้านะ

เนื่องจากไปดูเรื่องนี้หลังจากดู “กวน มึน โฮ” มาแล้ว แน่นอนว่ายังสลัดภาพไม่ออกนัก แต่โชคดีที่เป็นหนังรักคนละวัย มาดูรักใสๆ ของเด็กๆ ก็ทำให้ย้อนนึกถึงสมัยหนุ่มๆ ได้ดีเหมือนกันนะ

-ยอมรับว่าโชน (มาริโอ้) โคตรหล่อจริงๆ สมกับที่สาวกรี๊ดทั้งโรงเรียน
-แต่ท๊อปเพื่อนโชนนี่หน้ากระเหรี่ยงมาก แถมจีบดะ หล่อตรงไหนฟะ
-URL ของเว็บแปลกที่สุดในโลก เพราะเป็นภาษาไทย (พิมพ์แบบนี้เลยนะ) -> http://www.สิ่งเล็กเล็ก.com
-น้ำเป็นเด็กผู้หญิง ที่มีประสบการณ์เดียวกับเด็กผู้หญิง 99.99% ในประเทศนี้เคยประสบมา .. คือ “แอบรักรุ่นพี่”
-ชอบอารมณ์แอบรักในหนังมาก มันดูสดใส มีแรงใจ ทำให้เรากล้าทำในสิ่งดีๆ มากมายออกมา เหมือนอย่างที่หนังบอก .. เธอคือแรงบันดาลใจให้กับฉัน (Inspiration)
-น้ำได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ขยันเรียน, แสดงละคร, เป็นดรัมเมเยอร์
-สามารถเปลี่ยนสาวหน้าใสอย่างน้องใบเฟิร์นให้หน้าปลวกขนาดนั้นได้ เก่งจริงๆ 55
-มีฉากน่ารักๆ มากมายเต็มไปหมด ที่หลายคนแถวนี้น่าจะเคยทำกันครบถ้วน .. แอบทำตามหนังสือรัก, แอบเก็บของเค้าไว้ตลอด, แกล้งเดินผ่านหน้าห้องขอแค่ได้มอง, เพื่อนจอมยุ
-ว่าแต่วิธีบอกรักตรงๆ ตอนวันเรียนจบนี่ ออกแนวสู้ตายถวายชีวีไปหน่อยนะ โอกาสตกน้ำตามชื่อนางเอกมีสูงลิบ
-ตอนจบออกแนวงงๆ เล็กน้อย ปรับสภาพไม่ทัน แต่ก็น่ารักดี
-ประโยคโดนๆ ก็เยอะเช่นกัน ..
“พี่เป็นแรงบันดาลใจให้น้ำนะคะ”
“พี่โชนเค้าจำชื่อเราได้ด้วยๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“วันนี้พี่เค้าถือกระเป๋าให้เราด้วยล่ะ” [แต่อยู่บนหลังอีกคนนึงอยู่]
“อยากบอกว่าทำสำเร็จตั้งแต่ต้นแล้ว…”

หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของน้ำ (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) หญิงสาวหน้าปลวก (คำที่ใช้ในหนัง) เธอแอบชอบหนุ่มฮ็อตของโรงเรียนอย่างพี่โชน (มาริโอ เมาเร่อ) โดยตลอดทั้ง 3 ปีที่พี่โชนและน้ำเรียนอยู่ที่เดียวกัน เธอทำทุกอย่างเพื่อให้พี่โชนหันมาสนใจเธอ เธอเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นทั้งหน้าตาและการเรียน การยอมรับตำแหน่งสุดหินอย่างดรัมเมเยอร์ และทำอะไรหลายอย่างเพื่อเขาแม้ว่าเขาจะไม่รู้ตัว และสุดท้าย เธอก็ได้บทเรียนเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเพื่อน ชีวิต ความรัก ครอบครัว และการไล่ตามความฝันของตัวเอง….

อ่านเรื่องย่อของหนัง ตรงย่อหน้าข้างบนแล้ว ชมรมคนต่อต้านหนังฟีลกู้ดฟีลเลี่ยนทั้งหลายอย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี เพราะตัวหนังจริงๆ ทำได้ลงตัวและสนุกกว่าที่ผมเล่าให้ฟังในบรรทัดที่แล้วซะอีก การที่ผมซึ่งไม่ชอบหนังสไตล์ฟีลกู้ดแต่สนุกไปกับหนังเรื่องนี้นั้น ตอนแรกผมคิดว่า เป็นเพราะความ Pure และความสมจริงของหนัง แต่พอผมดูหนังเรื่องนี้รอบที่สอง ผมก็ได้ฉุกคิดว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้เพียวหรือสมจริงขนาดนั้น แต่หนังมันมีจุดเด่นตรงที่หนังสามารถกลบความ fantasy เอาไว้ได้อย่างพอเหมาะ จนคนดูหลับตาให้กับความ fantasy และความไม่สมจริงในหนังเรื่องนี้ได้อย่างสะดวกใจ หรืออีกนัยหนึ่งคือ หนังสามารถทรงตัวอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ที่คั่นระหว่าง reality และ fantasy ได้อย่างน่าชื่นชม

หากพูดแบบหยาบๆ ก็คือ หนังเรื่อง สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก ก็คือ “ซินเดอเรลล่า” ที่ถูก ดัดแปลงให้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั่นเอง ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด คงต้องยกตัวอย่างหนังเรื่อง Ever After (1998, แอนดี้ เทนแนนท์) ซึ่งเป็นหนัง ”ซินเดอเรลล่า” ที่ลดโทนเทพนิยาย (นางฟ้า, แม่มดใจร้าย, รถฟักทอง) ลงไป เหลือแต่ฉากหลังในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวความคิดที่แฝงอยู่ใน Ever After ยังคงเป็น fantasy อยู่ดี ทั้งการที่นางเอกได้เลื่อนชนชั้นไปเป็นคู่รักของเจ้าชายได้อย่างรวดเร็วหรือ อุปสรรคในเรื่องถูกแก้ไขได้อย่างง่ายดาย จนถึงแม้องค์ประกอบหนังจะถูกทำให้เป็น reality โคตรๆ ขนาดไหนก็ไม่ทำให้หนังดู real ขึ้นมาในภาพรวมได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับ Memories of Matsuko (2006, เท็ตซึยะ นาคาชิมะ) ซึ่งถึงแม้ภาพในหนังจะโอเว่อร์เหนือจริงขนาดไหน แต่ด้วยโทนเรื่องหลักก็ได้ทำให้ Memories of Matsuko กลายเป็นหนังสะท้อนชีวิตจริงได้อย่างน่าขนลุก!

หนังที่สร้างชื่อเสียงให้กับ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ซึ่งรับบทเป็น ” น้ำ ” กับ มาริโอ้ เมาเร่อ รับบทเป็น ” พี่โชน ” ทั้งสองคนมีผลงานการแสดงก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วมากมาย แต่การรับบทบาทในหนังเรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงและจดจำทั้งสองคนไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังโด่งดังไปไกลถึงเมืองนอกกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในประเทศจีนถึงขั้นคลั่งไคล้พี่โชนอย่างเอาเป็นเอาตาย ชนิดที่ว่าต้องรู้จักพี่โชนกันแทบทุกคน และเมื่อปี 2562 ประเทศจีนก็ได้ทำภาพยนตร์ซึ่งมีเค้าโครงมาจากหนังเรื่องนี้โดยให้ชื่อว่า ” A Little Thing Called First Love ” มาริโอ้จึงกลายเป็นผู้ชายในฝันของสาว ๆ ตราบจนทุกวันนี้ และใบเฟิร์นเองก็ยังแสดงได้น่ารักและสมบทบาทในภาพยนตร์อีกด้วย  ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวหนัง ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค – อรรถรสครั้งใหม่ของเหล่าตุ๊ดซี่ส์

รีวิวหนัง ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค – อรรถรสครั้งใหม่ของเหล่าตุ๊ดซี่ส์

ดูหนัง Tootsies And The Fake (2019) ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค i-MovieHD.com

รีวิวหนัง งานเข้าเหล่าแก๊งตุ๊ดทันทีเมื่อ เคที่ (อารยา เอ ฮาร์เก็ตต์) ซุปตาร์เบอร์ต้นของเมืองไทยดันประสบอุบัติเหตุจากเหงื่อเจ้ากรรมของ อีกอล์ฟ (ปิงปอง ธงชัย) จนโคม่า งานนี้นางเลยแท็กทีม 2 เพื่อนตุ๊ดทั้ง กัส (เพชร เผ่าเพชร) ที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง วิน (กรรณ สวัสดิวัตน์) แฟนใหม่แสนดี กับ ท็อป (เจ กฤษณภูมิ) แฟนเก่าชวนใจสั่น, คิม (เต๋อ รัฐนันท์) ศจีสาวตกสวรรค์แถมจมูกพังกลางอากาศ และอีก 1 เพื่อนดี้อย่าง แน็ตตี้ (พีค ภัทรศยา) ที่แม่ขู่จะยกมรดกให้แมวหากนางไม่ยอมมีลูก ทั้งสี่ต้องร่วมภารกิจแปลง เจ๊น้ำ (อารยา เอ ฮาร์เก็ต) แม่ค้ากะหรี่ที่มีเพียงใบหน้าที่ไปศัลย์ ฯ จนเหมือนคุณเคที่ มา “เฟค” เป็นซุปตาร์เบอร์หนึ่งของเมืองไทยในงานถ่ายโฆษณาชิ้นสำคัญก่อนจะถูกฟ้องจนหมดตัว

นับจากเรื่องราวสนุก ๆ ของกะเทยชื่อ ช่า บนเพจเฟซบุ๊ค บันทึกของตุ๊ด ได้โลดแล่นบนหน้าไทม์ไลน์สร้างความสนุก เสียงหัวเราะ ให้ข้อคิด และบ่อยครั้งก็มีคราบน้ำตามาเป็นของแถมผู้อ่าน จนกระแสความนิยมได้ไปเตะตาทาง GDH 559 แล้วมอบหน้าที่กุมบังเหียนให้กับ
เติ้ล กิตติภัค ทองอ่วม อดีตแคสติงไดเรกเตอร์ตัวกลั่นมาเป็นผู้กำกับแบบเปิดซิงครั้งแรกในชีวิต แล้วหลังจากซีรีส์ออนแอร์ และ สตรีมมิงออนไลน์ จนได้รับความนิยมไปจนครบ 2 ซีซัน ปีนี้ก็ได้ฤกษ์ที่เหล่าแก๊งตุ๊ดซี่ส์จะได้มาโลดแล่นบนจอใหญ่ และในเมื่อสูตรของซีรีส์มันทำแล้ว “สำเร็จ”

ก็เลยยกโครงสร้างการเล่าเรื่องของซีรีส์มาใช้เสียเลย แต่เพื่อให้เหมาะกับหนังความยาว 108 นาทีของหนังแทนที่เรื่องราวจะเจาะไปที่แต่ละตัวละครแบบในซีรีส์แต่ละตอน หนังเลยปรับโครงสร้างให้มีพลอตหลักเป็นภารกิจกู้หน้าความ “พังพิ” ที่กอล์ฟและคิมก่อไว้กับซุปตาร์อย่าง แคร์ธรี่…

(ออกเสียงเลียนแบบตัวละครป๋อมแป๋ม) แล้วเสริมพลอตรองด้วยประเด็นของกัส อย่างประเด็นที่นางเกลียดเด็กเข้าไส้ แต่วินดันต้องเอาหลานกำพร้ามาเลี้ยงในบ้านเป็นพลอตรองที่เกือบสำคัญเท่าพลอตหลัก แล้วมีพลอตย่อยอย่างเรื่องของแนตตี้ที่น้อยใจแม่ไม่ยอมเซ็นยกมรดกแถมยังไปเอาแมวมาเลี้ยงเป็นลูกแถมยังบังคับให้เธอมีลูกให้ได้อีกพลอตนึง

ซึ่งสิ่งที่กิตติภัคจะต้องยอมแลกคือความสมเหตุสมผลของเรื่องราวแล้วไปเน้นเสิร์ฟความสนุกจากมุกแซ่บ ๆ ที่แฟนซีรีส์ต่างคุ้นเคย ซึ่งผลลัพธ์นับว่าน่าพึงพอใจทีเดียว

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าตัวหนังก็คือร่างอวตารของซีรีส์ ดังนั้น “อรรถรส” แบบคุ้นตาคุ้นลิ้นก็ยังถูกนำมาใช้ตั้งแต่ซีนเปิดเรื่องที่ยังเน้นเรื่องขี้ของแนตตี้เพื่อกระตุ้นให้แฟนซีรีส์รำลึกได้ว่านางเคยขี้ในรถนะ มีฉากคิมที่ดั้งหักเพื่อเน้นย้ำพฤติกรรมติดศัลยกรรมของนาง แถมลงมาจากเครื่องยังให้กัสไปเจอกับท็อปผัวเก่าของนางอี๊ก ส่วนกอล์ฟมีแค่เกริ่นตอนเปิดเรื่องว่า พี่วิศิษย์ ผัวขิงแก่แต่แซ่บของนางบวชพระจนนางอกหักเพียงเพื่อเชื่อมเรื่องราวมาสู้ฉบับหนังใหญ่เฉย ๆ

ซึ่งข้อดีของการเปิดเรื่องด้วยคาแรกเตอร์ที่คนดูคุ้นเคย พร้อมเสียงบรรยายของช่า ก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนซีรีส์ที่สามารถจดจำได้เลยว่า ตัวละครนี้เห็นหน้าปุ๊บรู้เลยว่าเป็นคนยังไงโดยไม่ต้องทำการบ้านดูซีรีส์ไปก่อนแต่อย่างใด แต่หากคิดว่า งี้..เราก็ดูซีรีส์ซ้ำไปอีกรอบไม่ดีกว่าเหรอ ? ก็อยากจะบอกว่า กิตติภัค ฉลาดพอและเข้าใจสื่ออย่างภาพยนตร์มากพอที่จะเลือกหยิบสิ่งที่ใช่มานำเสนอและที่สำคัญคือการเพิ่มตัวละครของ ชมภู่ อารยา

ก็เป็นทางเลือกอันชาญฉลาดที่จะจับนางเอกระดับตัวแม่ของเหล่ากะเทยไทยมาเล่นบทที่แตกต่างจากที่เคยแสดงมาเสริมด้วยเมกอัปเอฟเฟกต์ทั้งเขี้ยวและหูปลอม พ่วงด้วยการฝึกฝนเป็นเจ๊น้ำเพื่อรับบทตัวเฟค ก็ช่วยพิสูจน์ฝีมือทางการแสดงของเธอไปอีกขั้น แม้ดูเหมือนว่าโดยภาพรวมแล้วมันจะทำให้หนังเรื่องนี้มีศูนย์กลางที่เจ๊น้ำมากกว่าเรื่องเล่าของเหล่าตุ๊ดซี่ส์เหมือนในซีรีส์ก็เถอะ แต่หนังก็ยังมีธีม “เฟค” ที่นอกจากการต้องทำตามภารกิจหาคนหน้าเหมือนมาเฟคแล้ว

ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะ เฟค เมื่อเห็นหนังตัวอย่างครั้งแรก  ผมคาดการณ์ว่าหนังน่าจะทำรายได้ถึง 100 ล้านบาทอย่างไม่ยาก

รีวิวหนัง ชีวิตแต่ละคนยังต้องดีลกับความเฟคที่ต่างกันไป ทั้งเฟครักเด็กเพื่อผัว, เฟคอยากมีลูกเพื่อมรดก, หรืออย่างจมูกใหม่ของคิมก็ทำให้เห็นว่านางก็ติดความเฟคไม่แพ้คนอื่น แม้แต่กอล์ฟเองก็เคยเสพย์ติดความเฟคในความสัมพันธ์กับพี่วิศิษย์ที่ท้ายสุดก็มีอันต้องแยกจากกัน อันช่วยเกาะเกี่ยวยึดโยงเรื่องราวให้เป็นเนื้อเดียวกัน และยังเอื้อให้เกิดมุกใหม่ ๆ บนจอใหญ่สร้างความครื้นเครงได้แบบเป๊ะปังกะละมังหม้อเลยล่ะเธอว์…

จากสองย่อหน้าที่ผ่านมาก็คงพอจะบอกได้แล้วว่าเกณฑ์ที่เราจะให้คะแนนหาใช่เรื่องความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องหรือข้อคิดอะไรที่จะได้จากหนัง แต่เป็นบรรดามุกที่หนังเอามาเสิร์ฟเสียมากกว่า ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าลำพังแค่คาแรกเตอร์ของ กัส คิม กอล์ฟ และแน็ตตี้ จากซีรีส์ก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวและคนดูก็รักพวกเขาจนพร้อมเอาใจช่วยจากซีรีส์มา 2 ซีซันแล้วแต่สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนจากซีรีส์ก็ยังจะได้ฮาจากความจัดจ้านของคาแรกเตอร์ที่ชัดและมีสีสันอยู่ดี อย่างกัส ก็จะเป็นเสียงเล่าเรื่องหลักและพาร์ตโรแมนติกที่นางจะต้องเลือกระหว่างผู้ 2 คนทั้งผัวเก่าและผัวใหม่ ซึ่งการแสดงของ เพชร เผ่าเพชร เจริญสุข ยังคงให้น้ำหนักที่พอดีระหว่างคอเมดีกับดราม่าได้ดี อาจไม่มีซีนฮามากนักแต่ช่วยให้เรื่องราวมีน้ำหนักจากข้อคิดความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นและความรับผิดชอบในอนาคตที่ผูกมากับความสัมพันธ์ที่นางเลือกเอง

ส่วน เต๋อ รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ หนุ่มหล่อที่มาแอ็บตุ๊ดจนได้ดีไม่แพ้เพชร ก็ทำให้ตัวละครคิม ศจีสาว (สจ๊วร์ตที่ออกสาว) เสพย์ติดศัลยกรรมมีชีวิตขึ้นมา และบุญบาปของนางหรือทีมงานก็ไม่ทราบ นางดันไปทำจมูกใหม่มาพอดี ซึ่งทีมเขียนบทก็ไม่รอช้าเล่นกับมุกซีลีโคนทะลุ จมูกหัก กันเต็มที่ เพื่อส่งให้ตัวละครคิมได้มีโอกาสร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู้กันให้เต็มที่ ด้าน พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณ ที่แม้ในหนังใหญ่จะไม่มีโอกาสสร้างความฮาจากรสนิยมชอบผัวทอมหน้าตาประหลาด ๆ แต่คราวนี้ความเฟคที่ตัวละครของนางต้องเผชิญในเรื่องก็ให้โอกาสนางได้แสดงอาการหื่น แล้วหื่นกับใครไม่หื่นดันหื่นกับเพื่อนตัวเอง…พังพิ! สิคะ จนฉากห้องซาวน่ากลายเป็นอีกหนึ่งฉากฮาที่พลาดไม่ได้

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้แถมเป็นนักแสดงที่ไม่อาจแทนที่ได้เลยคือ ปิงปอง ธงชัย ทองกันทม จากแม่ค้าเสื้อผ้าที่ดังในโลกออนไลน์ นางได้ทำให้ตัวละครกอล์ฟกลายเป็นที่รักของคนดูได้จริง ๆ แถมยังมีโมเมนต์ดี ๆ หลายฉากโดยเฉพาะฉากที่นางได้รับคำชมเรื่องการแต่งหน้าจากแม่ แคร์ธรี่…. ทั้งสายตาและสีหน้าได้แสดงออกชัดเจนว่านางปลื้มปริ่มมาก แถมตัวละคร กอล์ฟ ของนางยังเป็นคนเดียวที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง แม้ความจริงที่ว่าจะแลกมาด้วยการต้องเฟคเพื่อเอาตัวรอดก็ตาม

นอกจากนี้หนังยังอุดมไปด้วยนักแสดงรับเชิญมากมายทั้ง คุณแพร วทานิกา ที่มาในบทดีไซน์เนอร์กับมุกทิ่มเข็มเก็บชายกระโปรงที่ฮาหลายดอกอยู่, การปรากฎตัวของเชฟป้อมในฐานะฮีโรของตัวละครเจ๊น้ำ, เผือก พงศธร จงวิลาส ในบทผู้กำกับที่แทบจะลอกบุคลิกของ “ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก” มาล้อเลียน หรือจะเป็น ไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต ที่เพิ่งดังจากเพลง รักติดไซเรน ก็มาโชว์ลีลาโยกบั้นเอวให้สาว ๆ ได้กลืนน้ำลายกันเอื๊อก ๆ แน่นวล.. เอาล่ะ พารากราฟ หรือ ย่อหน้าต่อไปขออุทิศให้ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ตัวแม่และสุดยอดนักแสดงที่ทำคนดูกรามค้างแบบไม่แคร์พรมแดงเมืองกาญจน์ เอ้ย! เมืองคานส์ ที่นางไปเดินสวย ๆ มาแม้แต่น้อย

บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

น่าจะนับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ของอุตสาหกรรมหนังไทยในรอบปี 2019 เลยก็ว่าได้เมื่อ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ทำรายได้เปิดตัวที่ 55 ล้านบาท (นับเฉพาะในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล) และมีแนวโน้มว่ากว่าจะหมดรอบฉาย หนังอาจกวาดรายได้ไปทั้งสิ้นเกินกว่าร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงลิ่วโดยเฉพาะเมื่อมองจากความซบเซาในระยะหลังๆ ของวงการหนังไทย

มีอยู่หลายเหตุผลว่าทำไมหนัง ‘ตุ๊ดซี่ส์’ จึงระเบิดฟอร์มได้สวยงามนับตั้งแต่วันแรกที่ลงโรงฉาย ข้อแรก มันสร้างมาจากเพจบนเฟสบุ๊คที่มีกลุ่มผู้ติดตามกว่าล้านคนอย่าง ‘บันทึกของตุ๊ด’ ของธีร์ธวิต เศรฐไชยหรือ คุณช่า ที่เล่าสิ่งละพันอันละน้อยที่เธอประสบพบเจอรายวัน —และมักเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ตัวจนคนอ่านเชื่อมโยงตัวเองด้วยได้— เป็นบทความสั้นๆ ลงเพจ ก่อนจะได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์ในชื่อ ไดอารีตุ๊ดซีส์ เดอะซีรีส์ ในปี 2016 และได้รับความนิยมถล่มทลายจนสร้างซีซั่นที่สองในปีถัดมา เรื่องราวของคุณช่าและเพื่อนๆ จึงมีฐานแฟนที่แน่นหนาอยู่ก่อนที่มันจะถูกนำมาสร้างเป็นหนังเสียอีก

ข้อสอง สืบเนื่องจากข้อแรก เพราะหนังเอานักแสดงนำจากซีรีส์มารับบทเป็นตัวละครเดิมที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันครบถ้วน ทั้ง เพชร—เผ่าเพชร เจริญสุข, ปิงปอง—ธงชัย ทองกันทม, พีค—ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ, เต๋อ—รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ และผู้กำกับ กิตติภัค ทองอ่วม ที่รับหน้าที่ดัดแปลงและรังสรรค์เรื่องราวของผู้คนในเรื่อง

ข้อสาม มันเต็มไปด้วยนักแสดงระดับแม่เหล็กที่ทั้งมาในฐานะแสดงนำอย่าง ชมพู่—อารยา เอ ฮาร์เก็ต สองหนุ่มอย่าง เจเจ—กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา หรือในฐานะรับเชิญที่สร้างสีสันของเรื่องอย่าง, โอปอล์—ปาณิสรา อารยะสกุล, พอลล่า เทเลอร์, ไอซ์—พาริส อินทรโกมาลย์สุต ฯลฯ

และข้อสี่ มันคือหนังตลกอารมณ์ดีย่อยง่าย ที่น่าจะถูกปากถูกใจคนดูเป็นกลุ่มใหญ่ จึงไม่ผิดคาดนักที่มันจะเปิดตัวด้วยรายได้สูงลิ่วระดับทำสถิติ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่หนังไทยสักเรื่องไปได้ถึงจุดนั้น หากแต่ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ก็มีแง่มุมที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า ภายใต้ฉากหน้าที่เป็นหนังดูง่ายสบายอารมณ์นั้น มันกำลังนำเราไปสู่อะไร และมีสิ่งไหนที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ใต้ม่านของความตลกนั้น ดูหนังพากไทย

กอล์ฟ (ปิงปอง ธงชัย) กะเทยผู้เป็นช่างแต่งหน้ามีโอกาสได้ใกล้ชิดกับ แคธี่ (ชมพู่ อารยา) นักแสดงสาวเบอร์ใหญ่ของวงการหนังไทยที่มาในลุคสูงสง่าเพียบพร้อม แต่ยังไม่ทันได้ร่วมงานกันอย่างจริงจัง กอล์ฟกับคิม (เต๋อ รัฐนันท์) —เกย์หนุ่มเพื่อนรักที่ถูกลากให้มาช่วยงานด้วย— ก็ดันเป็นต้นเหตุสำคัญให้แคธี่เกิดอุบัติเหตุจนสลบเหมือด ต้องไปนอนเข้าเฝือกคอในโรงพยาบาลทั้งที่รับงานเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์สินค้าใหญ่แบรนด์หนึ่งไปแล้ว ซึ่งหากเรื่องที่แคธี่ไม่มีศักยภาพในการไปทำงานได้ตามสัญญาหลุดรั่วออกไปให้บริษัทลูกค้าได้ยินเข้า ทั้งกอล์ฟและคิมคงไม่แคล้วจ่ายค่าเสียหายกันตกห้าสิบล้าน และเพื่อไม่ให้ความหายนะระดับโลกถล่มเกิดขึ้นกับชีวิต (ซึ่งก็พินาศมากพออยู่แล้ว) ทั้งสองจึงต้องควานหาคนหน้าเหมือนมารับบทเป็นแคธี่ไปทำงานให้บริษัทลูกค้าไปก่อน

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (2011) ที่คุณต้องร้องซี้ด

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (2011) ที่คุณต้องร้องซี้ด

Teaser Poster *Suck seed* หนังใหม่จากค่าย GTH *+2 PICS | บันเทิง | 2036548

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ ภาพยนตร์ของกลุ่มวัยรุ่นที่คุณต้องร้องซี้ด
Suck Seed ห่วยขั้นเทพ เป็นภาพยนตร์จากค่ายหนังไทยที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง GTH ภาพยนตร์ได้ผู้กำกับอย่าง ชยนพ บุญประกอบ หรือพี่หมู มากับกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งพี่หมูนั้นได้กำกับหนังดังหลายๆ เรื่องที่เรารู้จักกันดีอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ, พรจากฟ้า, friend zone ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย

Suck Seed ภาพยนตร์ไทยแจ้งเกิดนักแสดงอย่าง เก้า จิรายุ(เป็ด) พีช พชร(คุ้ง) แนท ณัฐชา(เอิญ) เอิร์ธ ธวัช(เอ็ก) ท้อป ณภัทร(ตวง) รับบทหลักของเรื่อง เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์แจ้งเกิดของนักแสดงวัยรุ่นที่ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา ซักซี้ด ได้ฉายไปเมื่อวันที่ 17มีนาคม 2554 ซึ่งใช้ทุนสร้าง 20ล้านบาทแล้วได้กวาดรายได้ไปถึง 78.32ล้านบาท อีกทั้งได้ไปฉายที่งานเทศกาลหนังไทเป ฟิล์ม เฟสติวัล ที่ประเทศไต้หวันอีกด้วย

ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ มันคือภาพยนตร์วัยรุ่นแนวดนตรีที่เป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นสุดห่วย อย่างคุ้งผู้ที่มีแฝดชื่อเค ซึ่งคุ้งและเคนั้นถึงหน้าจะเหมือนกันมากแต่นิสัยและการกระทำนั้นต่างกันมาก เคนั้นเป็นหนุ่มฮอตแสนเท่ที่เป็นนักกีต้าของวงชื่อดังของโรงรียน ส่วนคุ้งนั้นเป็นแฝดอีกคนที่ไม่เอาอ่าว ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยและเปลี่ยนงานอดิเรกหรือสิ่งที่ทำไปตามใจตัวเอง ซึ่งเขาจะมีเป็ดเป็นเพื่อนสมัยเด็กๆ ที่คอยติดสอยห้อยตามไปทุกที่

เป็ด ตัวเอกของเรื่อง รับบทโดย เก้า จิรายุ ชีวิตเขานั้นห่วยมากในด้านการตัดสินใจขี้ขาดและเป็นคนขี้อาย แค่จะบอกชอบผู้หญิงที่ตัวเองรักยังไม่กล้าที่จะบอก ซึ่งผู้หญิงคนนั้น ก็คือ เอิญ สุดท้ายเป็ดก็ไม่ได้บอกความรู้สึกให้เอิญรู้ อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า คุ้งโทรไปสารภาพรักกับเอิญ ซึ่งทำให้เอิญเสียใจมาก ทำให้เป็ดไม่กล้าจะบอกความจริงว่าคนที่โทรไปนั้นคือ เขานั่นเอง

จนเวลาผ่านเลยไป คุ้งและเป็ด ได้เติบโตกันจนอยู่มัธยม ปีที่ 6 เอิญก็ได้ย้ายกลับเข้ามาเรียนที่เดียวกันกับคุ้งและเป็ดแล้วเรื่องราววุ่นๆ จึงเกิดขึ้น เมื่อคุ้งได้เกิดหลงรักเอิญขึ้นมา เพราะความสวยของเอิญ บวกกับความทรงจำในสมัยก่อน ซึ่งเป็นตอนที่เอิญเสียใจมันทำให้คุ้งกลับรู้สึกชอบเอิญ ส่วนเป็ดที่รู้ว่าเอิญกลับมาเรียนด้วยกันความรู้สึกต่างๆ ก็หวนคืนกลับมา

คุ้งรู้ว่าเอิญเล่นดนตรีเป็น คุ้งเลยชวนเอิญมาตั้งวงด้วย แล้วได้ชวนเป็ดมาด้วย ซึ่งเป็ดได้รับเลือกให้เล่นเบส คุ้งเป็นนักร้องนำและกีต้าร์ เอิญได้เล่นกีต้าร์ จากนั้นเขาจึงชวน เอ็กหนุ่มนักกีฬา ที่ได้มาเป็นมือกลองของวง ที่บ้านทำร้านเบเกอรี่ โดยมีคุณพ่อสนับสนุนยกห้องเก็บอุปกรณ์ทำขนมปังเป็นห้องซ้อมให้พวกเพื่อนๆ ซึ่งเอ็กนั้นก็มีความห่วยเหมือนกัน เขานั้นได้ชอบหญิงสาวสวยคนหนึ่งแต่ก็ถูกทอมแย่งไป หลังจากตั้งวงดนตรี พวกเขาก็จะไปประกวดฮอตเวฟ ซึ่งกติกาก็คือการแต่งเพลงรักที่ห้ามมีคำว่ารัก แต่แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้เอิญนั้นต้องออกจากวงไปทำให้พวกเขาทั้ง 3คนต้องมาตั้งวงและทำเพลงเข้าประกวด ซึ่งการรวมตัวของพวกห่วยที่หวังจะชนะฮอตเวฟจึงทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าดึงดูด

สิ่งที่หน้าสนใจของหนังเรื่องนี้ คงเป็นการที่แทรกเพลงต่างๆ ให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่ทำให้คนอินกันสุดๆ แต่ถ้าพูดแบบนี้ผู้อ่านคงคิดว่าเรื่องอื่นๆ เขาก็ทำกันเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่หนังเรื่องแตกต่างและทำให้ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมากคือการที่มีการถ่ายทำเอ็มวีของเพลงต่างเข้ามาผสมกับเนื้อเรื่องและได้นักร้องของเพลงมาร่วมแสดง ได้แก่เพลง ก่อน ที่ได้พี่ป๊อดโมเดิร์นด็อก เพลงมีแต่เธอที่ได้ต้าพาราด็อก เพลงน้ำตาที่ ได้แด๊กซ์บิ๊กแอส ยิ่งโตยิ่งสวยที่ได้ ปูแบล็คเฮด ความเชื่อ วงบอดี้แสลม และเลี้ยงส่ง ที่ได้โจ๊กโซคูลมาร่วมแสดงและสร้างสรสันให้กับภาพยต์เรื่องนี้อีกด้วย

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำให้คนดูรู้สึกแปลกใจและยังคงเป็นสิ่งใหม่ที่วงการภาพยนต์คงเป็นเรื่องของการเล่าเรื่องโดยมีภาพอนิเมชั่นประกอบเข้ากับตัวหนัง ซึ่งทำให้หนังนั้นมีมิติที่แตกต่างจากหนังวัยรุ่นที่ผ่านๆ มา ส่วนในด้านการแสดงต้องบอกเลยว่าเก้าจิรายุทำได้ดีมาก แต่นักแสดงนำคนอื่นก็ไม่น้อยหน้า ซึ่งถ้าในตอนนั้นแต่ละคนยังคงเป็นนักแสดงหน้าใหม่ของวงการเลยก็ว่าได้ แต่ที่ต้อง ตบมือให้คงเป็นการแสดงของพีช พชร ที่เล่นเป็นแฝดที่มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันสุดขั้วและเขายังทำได้ดีมากอีกด้วย เรียกได้ว่าการแสดงของพวกเขานั้นเป็นตัวส่งให้หนังมีชีวิตชาวามากยิ่งขึ้น

การที่หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจอีกอย่างคงเป็นเรื่องราวความรักในหลายๆ แง่มุม ของตัวละคร และเรื่องราวมิตรภาพของเพื่อน ที่แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปก็ไม่อาจทำให้มิตรภาพของเราจางหายไปได้ ซึ่งตัวหนังทำได้ดีมากในการให้แง่คิดและยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นที่สนใจในการเล่นดนตรีอีกด้วย
“หนังวัยรุ่น” จัดเป็นหนึ่งในประเภทของหนังปราบเซียน คือไม่ใช่ว่ามันไม่ทำเงิน กำกับยากหรืออะไร แต่เพราะเป็นหนังประเภทที่คนทำมาเยอะ(มาก)แล้ว และยากที่จะฉีกแนวจากหนังวัยรุ่นทั่วไป คือถ้าเราหลับตาดูก็จะนึกภาพตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบได้เลย

เริ่มต้นด้วยพระเอกหล่อ นางเอกสวยใส -> ฝันอยากจะตั้งวงดนตรี/ประกวดเต้น/แข่งกีฬา -> เจออุปสรรค ที่บ้านไม่เห็นด้วย เล่นไม่เก่ง อุปกรณ์ไม่ดี -> ปิ๊งสาว -> จบที่งานประกวด พลิกชนะเลิศ ได้รางวัล สาวชอบ ที่บ้านยอมรับ Happy Ending จบ .. แค่นี้ก็รู้สึกถึงความเอียน~~~~

Suck Seed ห่วยขั้นเทพ Wallpaper by Ball_Club

Suck Seed ห่วยขั้นเทพ มีหน้าหนังที่เหมือนข้างบนว่าไว้ทุกประการ .. เด็กวัยรุ่น ตั้งวงดนตรี ประกวด Hot Wave ปิ๊งสาว มีอุปสรรคที่ทุกคนเป็นตัวห่วย .. มีเพียง 2 อย่างที่ทำให้ก่อนจะดูแล้วรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าจะดี คือนางเอก (น้องแนท ณัฐชา นวลแจ่ม) ที่เล่นดนตรีเอง และโปสเตอร์หนังมีโลโก้ GTH ประกันคุณภาพอยู่

[Spoil]

ไปดูที๋พารากอน โรงพาวาไร ก่อนหนังจะฉาย อยู่ดีๆ ไฟก็เปิดขึ้น แล้วนักแสดงที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดก็ลุกขึ้นมาขอบคุณทุกคนที่มาดู กรี๊ดดดดดดดดดดดดด เป็นการโปรโมทหนังที่น่ารักมาก
หนังเปิดฉากมาด้วยเรื่องในวัยเด็ก เป็นอินโทรที่ยาวมาก กว่าจะขึ้นโลโก้ชื่อหนัง (ช่วงหลังหนังของ GTH เป็นแบบนี้แทบทุกเรื่อง)
หลายฉากมีความเป็นการ์ตูนอยู่มาก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับวัย 26 ปี (หมู-ชยนพ บุญประกอบ)
บทของหนังเหมือนตั้งใจทำเพื่อรู้ทันหนังวัยรุ่น คืออยากเห็นพวกนี้มันเก่งใช่ไม๊ ไม่มีทางซะล่ะ พวกนี้มันจะห่วยไปตลอด … อยากเห็นพระเอกเทพใช่ไม๊ ไม่ !! มันคือไอ้ห่วยตั้งแต่ต้นจนจบ .. อยากเห็นพวกนี้ชนะประกวดใช่ไม๊ ไม่มีทางซะล่ะ มันต้องตกรอบ .. วะ ฮะ ฮ่า (เสียงหัวเราะของคนเขียนบทด้วยความสะใจ)
ผลที่ได้คือหนังออกมาสนุกมาก !! เพราะนอกจากจะจับทางไม่ได้แล้ว หนังยังไปเน้นส่วนที่สำคัญกว่าการประกวด นั่นคือชีวิตของวัยรุ่น และดึงประสบการณ์ร่วมของคนดูที่ผ่านวัยนั้นมานานแล้วออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คล้ายกับ Season Change ที่เหมือนหนังดนตรี แต่จริงๆ ดนตรีเป็นแค่ตัวพาเนื้อเรื่องไปเท่านั้น
ฉากตลก ก็ออกมาตลกมาก ฉากรักก็ทำได้น่ารักกุ๊กกิ๊กแอบยิ้มกันไปทั้งโรง
ภาพตัดต่อไปมา ฉับ ฉับ ไวมาก คือด้วยความเป็นการ์ตูน เลยไม่รู้ว่าตัดต่อได้ยังไงให้เนียนขนาดนั้น กราบบบบบ
ช่วงความนึกคิดของเป็ด ที่เอานักร้องตัวจริงมา ทำได้เนียนและเข้ากับหนังได้ดี ไม่โดด
น้องแนทมีฝีมือด้านการแสดงดีกว่าฝีมือด้านการเล่นกีตาร์เยอะเลย
ทีแรกก็สงสัยว่ามันต้องเอานักร้องตัวจริงมาเลยเหรอ แต่พอเห็นฉากที่เป็ดฟังเพลง SuckSeed แล้วตัวเองก็นั่งซึม ในขณะที่เพื่อนๆ เล่นกันอย่างมันส์อยู่ เข้าใจเลยว่ามันสร้างมาเพื่อสิ่งนี้
น่าเสียดายที่ฉากเศร้าทำได้ไม่เด็ดขาด ไม่ได้อินไปมากขนาดนั้น ทั้งที่เป็นภาพเป็ดนั่งซึม แต่เพื่อนๆ เล่นกันสุดมันส์นี่มันเป็นภาพที่สวยและจี๊ดมาก
GTH + เครื่องแบบนักเรียน = Success !!

ประโยคเด็ด
“เวลาฟังเพลง จะรู้สึกว่ามีเพื่อน” เอิญ
“เพลงมีอยู่ 2 ประเภท คือเพลงแกรมมี่กับอาร์เอส” คุ้ง
“แล้วของเป็ดล่ะ เป็นคำว่าอะไรเหรอ ?” , “…………… น่ารัก”
“ส้ม ……. อาส์~~~~” เอ็ก
“นี่มันยุคของเราแล้ว !!” คุ้ง
“น้องนี่ตาถึงนะเนี่ย” – เจ้าของร้านกีตาร์
“สวย..” , “อีเป็ดน่ะเหรอน้อง” , “ป่าว .. อินี่อ่ะ” – เป็ด
“ป้า ขอเบียร์หน่อย … ขอหลอดด้วยนะ” คุ้ง
“กูจะลืมส้มให้ได้ แต่กูจะไม่มีวันลืมอีทอมนั่น !!” เอ๊ก
“ปล่อยผม ..​ ผมจะร้องเพลงให้พี่ตูนฟังงงงงงง” เอ๊ก
“คอนโดมีีเนียมคุณลุงถ้าวงชื่ออย่างนี้เข้ารอบได้ พวกเราก็เข้ารอบได้วะ” คุ้ง
“แล้วเอิญล่ะ คิดยังไงกะเรา” , “คิดเองไม่เป็นเหรอ~~”
“กูชอบเอิญก่อนมึงอีก” , “แล้วมึงทำไมไม่พูด”
“นึกถึงวันเก่าๆ เน๊อะ” เอิญ
“เราก็ยังเหมือนเดิมนะ” เอิญ
“คนห่วยๆ อย่างมึง ลืมก็เหี้ยแล้ว” คุ้ง

– ข้อคิดดี ๆ จากหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ
หนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพได้สอนให้เรารู้ว่า ทุกคนย่อมมีดนตรีอยู่ในหัวใจ แม้คุณจะเป็นคนที่เล่นดนตรีห่วยก็ตามแต่เมื่อมีความพยายามและกำลังใจในหมู่เพื่อนฝูงที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เดี๋ยวทักษะที่ห่วยขั้นเทพมันก็จะเพิ่มเป็นต้นใหญ่ได้ขึ้นมาเอง ดูหนังออนไลน์ฟรี

นอกจากนั้นการซื่อสัตย์และการคงเส้นคงวาก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะไม่ทำให้อุปสรรคต่าง ๆ มาสั่นคลอนมิตรภาพของเพื่อนได้ ทุกอย่างมันคือบททดสอบให้เราเติบโตขึ้นเพื่อเป็นคนเก่ง

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูอีกรอบ ก็แอบอมยิ้มไม่ได้ - Pantip

รีวิว HIGHLIGHTS6 MINS. READ
ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train to Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ
บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้า แล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน
ในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบทเป็นดาราชื่อ สตีเฟ่น จำรัส ซึ่งเล่นละครชื่อ น้ำตากามเทพ ร่วมกับ แอฟ ทักษอร โดยมีต้นแบบแห่งการแสดงแนวโกรธแล้วชี้มือสั่นจาก ตู่-นพพล โกมารชุน และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์
“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค่ 3 คำคือ สาว 30 ยังไม่มีแฟน, ความรักของคนกลางวันและคนกลางคืน และการจราจรในกรุงเทพฯ” นั่นคือสิ่งที่ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล บอกผมเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กฝึกงานด้านการเขียนบทหนังที่ GTH

สำหรับพี่เก้งและพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ – โปรดิวเซอร์ ปัจจุบันผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาบทภาพยนตร์) หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พี่ๆ เขาสร้าง แต่สำหรับผมแล้วนี่คือโปรเจกต์หนังขนาดยาวในระบบสตูดิโอเรื่องแรกที่ตัวเองมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบท ทั้งๆ ที่ความรู้ก็ยังน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 12 ปีผ่านไป อาจจะไม่สามารถทำลายความทรงจำเกี่ยวกับงานนี้ของผมได้

หากคุณยังคงตราตรึงใจกับหนังไทยแนวความรักใส ๆ ของคนแอบรักที่พยายามทำทุกอย่างให้ได้ใจเขาในอดีตก็คงต้องนึกถึงหนังเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ของค่าย GTH เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดูเป็นร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งได้นักแสดงนำอย่างคริส หอวังและเคน ธีรเดชมาเป็นคู่พระนางในเรื่องก็ยิ่งทำให้เคมีคู่กันจนถล่มรายได้แบบพุ่งกระฉูดจนส่งผลให้เพลงประกอบหนังอย่าง “โปรดส่งใครมารักฉันที” ของ Instinct ดังมาจนถึงปัจจุบันไปด้วย

แต่หากใครที่เพิ่งมาเป็นคอหนังรุ่นใหม่ เราก็แนะนำว่าต้องลองติดตามเพราะรถไฟฟ้ามาหานะเธออาจจะเป็นหนังในดวงใจของคุณอีกเรื่องก็ได้

เรื่องย่อหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เหมยลี่”สาวออฟฟิศที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนในขณะที่เพื่อนสนิทของเธอแต่งงานแล้ว จนกระทั่งในคืนวันแต่งงานของเพื่อนเธอซึ่งทำเอาเหมยลี่เมาหนักจนนอนบนเตียงที่คอนโดแทนที่คู่บ่าวสาว

เมื่อสร่างเมาแล้วเธอจึงได้ขับรถกลับบ้านแต่ด้วยความที่ยังคงมึนอยู่จึงทำให้ขับรถไถเข้าไปข้างทาง “ลุง”จึงช่วยเข้ามาดูรถทำให้ทั้งสองได้พบกันจนเป็นจุดเริ่มต้นที่โชคชะตาได้นำพาให้เหมยลี่ต้องมาโคจรเจอกับลุงเรื่อย ๆ จนทำของส่วนตัวเขาพังหลายอย่าง แต่นั่นก็ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น

– ความน่าสนใจของหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้บอกเล่าถึงมุมมองคนโสดซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับคนวัยทำงานที่ควรจะได้แต่งงานมีครอบครัวสมบูรณ์แบบแล้ว แต่นางเอกซึ่งเป็นตัวแทนคนโสดกลับยังหาแฟนไม่ได้เพราะความที่เป็นคนซุ่มซ่าม เปิ่น ๆ เธอจึงรู้สึกเหงาซึ่งมันค่อนข้างจะโดนใจผู้ชมหลายคนมากแบบอินจัดกับโมเม้นต์ชีวิตนาง

จนกระทั่งฟ้าได้ส่ง “ลุง” (ใช่แล้ว! นี่คือชื่อของพระเอก คือปังตั้งแต่ชื่อตัวละครคิดดู) พระเอกของเราที่เป็นวิศวกรรถไฟฟ้าให้ต้องมาถูกนางเอกป่วนชีวิตทำของพังทุกครั้งที่พบกัน ซึ่งนางเอกที่ตกหลุมรักพระเอกมาตั้งแต่แรก นางก็พยายามจะซ่อมสิ่งที่ทำพังให้พระเอกจนพวกเขาได้มาพบกันหลายครั้งและสนิท พระเอกก็เป็นคนที่ยิ้มง่าย อบอุ่น และใจดีเกินเบอร์จริง ไม่โกรธหรือต่อว่านางเอกสักคำ พ่อของลูกที่แท้ทรู

ในเรื่องจะมีฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กระหว่างที่ก่อให้เกิดความรักระหว่างคู่พระนางมากมาย เช่น ฉากเล่นน้ำสงกรานต์ที่พระเอกหล่อทะลุแป้ง ฉากที่ทั้งคู่พากันไปท้องฟ้าจำลอง และได้ชวนลุงดูดาวหางที่กำลังจะมาถึงโลกในเร็ว ๆ นี้ซึ่งเขาก็ตกลง แถมนางก็หึงพระเอกมากด้วยเวลามีน้องที่รู้จักกันมาเข้าใกล้พระเอก มีความฮาและโรแมนติกครบจบในเรื่องเดียวจริง โดยเฉพาะฉากที่พระเอกให้เบอร์นางเอกในรถไฟฟ้านี่ผู้ชมกรี๊ดกันลั่นโรงเลย

– ข้อคิดดี ๆ จากหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้สอนให้เรารู้ว่า ความรักก่อเกิดได้จากการเรียนรู้ การให้เวลาในการทำความรู้จักกัน อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า “รัก”ออกมา แค่เพียงให้เวลา สถานที่ จิตใจ และการรอคอยเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายแล้วหากเขารักคุณจริงก็จะกลับมาหาคุณเอง

ปฏิบัติการคว้าผู้ชายกลางคืนมาเป็นเจ้าของหัวใจจึงเกิดขึ้น

หนังเล่นกับมุกตลกฮาๆ มากมายทุกฉาก จนคนดูพากันหัวเราะอย่างไม่หวาดไม่ไหว เพราะความเปิ่นๆ ฮาๆ ของเหมยลี่ บวกการตัดต่อแบบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่โอเวอร์แอ็คติ้งนิดๆ มีคิดในใจให้ได้ยิน หนังของ GTH เคยส่งให้หลายคนโด่งดังไปหลายคน เรื่องนี้คงไม่พ้น ทำให้ชื่อ “คริส หอวัง” โด่งดังกว่าเดิมอีกหลายเท่า นอกจากนี้ ยังคิดถูกที่เลือก “เคน” มาแสดง เพราะเขาคือผู้ชายที่หญิงไทยหลายคนเพ้ออยู่ จึ๊ดแน่นอน เพราะพวกเธอต้องคิดว่าตัวเองกำลังเป็น “เหมยลี่” อยู่แน่ๆ

รวมรูปภาพของ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รูปที่ 11 จาก 21

รีวิว ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี BTS ทาง GTH จึงปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าของคนเมืองมาผสมกับความรักของสาวเมือง ที่นับวันยิ่งแต่งงานกันน้อยลง ไม่ก็แต่งกันในวัยที่มากขึ้นทุกที อาจด้วยเพราะผู้ชายเมืองหายากขึ้นทุกทีจนต้องแย่งกันคว้า แม้ว่าเหมยลี่จะเจอคนนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ต้องสะดุดด้วยอุปสรรคหลากรูปแบบ ที่มีพลังพอจะแยกคนสองคนให้เลิกลาจากกันได้

ทั้งเวลาเอย ระยะทางเอย ความผันแปรของจิตใจเอย ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน มิน่ามันถึงโดนใจยิ่งนัก

นอกจากดาราแขกรับเชิญหลายคนที่มาช่วยสร้างความฮา (นอกจาก แจ็ค แฟนฉัน ที่เห็นกันในหนังตัวอย่างไปแล้ว) ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง หนังมีเวลาให้เราสนุกความรักที่แสนฮาไปค่อนเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยอารมณ์อีกด้านของความรัก แม้จะเตรียมใจมาแค่ไหน ผมก็ไม่วายเสียน้ำตาให้กับมัน ตั้งแต่คำพูดนั้นของเหมยลี่ มาจนถึงตอนจบ น้ำตาไม่เคยเหือดแห้งจางไป ทำให้ผมนึกถึง “Marley & Me” หนังหมาๆ ที่ตั้งใจเล่าเรื่องคนที่ผมเพิ่งได้ดูไป ฮาตลอดเรื่องแล้วมาร้องไห้กันตอนท้าย แต่ “Marley & Me” ก็ไม่ได้ทำให้เราเศร้านานขนาดนี้

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน  ดูหนัง ไทย

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย
ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด
แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

เรื่องย่อทางการของ “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” หนังรักของเต๋อ  นวพล | JEDIYUTH

วิจารณ์หนัง พูดถึงหนังจากค่าย GTH หลายคนคงให้คะแนนความน่าดูของหนังครึ่งใจไปแล้ว อีกครึ่งหนึ่งไปเอาในโรงภาพยนตร์ ยิ่ง “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” เป็นหนัง GTH เรื่องแรกของปี 58 หลายคนคงวางแผนที่จะไปดูแน่ๆ

นอกจากชื่อ GTH ที่คนวางใจฝีมือของค่ายนี้แล้ว ตัวของนักแสดงนำก็เรียกแขกได้ไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องความฮาแบบหน้าตาย เป็นความถนัดของพระเอก ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แถมงานนี้ยังได้นางเอกพันล้าน ใหม่ ดาวิกา มาเสริมทัพกลับยิ่งเพิ่มความน่าดูเข้าไปอีก

คนเรา “อดนอน” ได้นานแค่ไหน? ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร…การทำงานของร่างกายก็มีลิมิตของมันเอง ขีดจำกัดของร่างกายจะคอยเตือนเรา ภูมิต้านทานต่างๆ ย่อมลดลงหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอ “การอดนอน” แน่นอนว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีใครอยากอดนอน แต่ถ้าจำเป็นก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ มันแค่อดนอนไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทำบางสิ่งให้สำเร็จ… แต่จะมีกี่คน “บ้างาน” จนอดหลับอดนอนเป็นวันๆ เหมือน “ยุ่น” (ซันนี่) พระเอกของเรื่อง ที่เหมือนแยกความคิดและจิตใจออกจากร่างกาย ที่กะจะสั่งให้มันทำอะไรก็ได้

“ไม่นอนแค่ไม่กี่วันไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่ถ้าไม่มีงานนี่สิจะตาย” ความคิดที่คนไม่บ้างานจะคิดไม่ออกจริงๆ

ตัวละคร “ยุ่น” คือผู้ชายบ้างาน(หนักมาก) คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่กับการทำงานเป็นจุดประสงค์หลักของชีวิต แต่เมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติคือมี “ผื่น” ขึ้นตามตัวทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเขาลดลง ตัวยุ่นจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ต้องไปหาหมอรักษาให้หาย หมออิม (ใหม่ ดาวิกา) หมอเจ้าของไข้ เจอหน้าก็ตรวจตามหน้าที่ แต่สิ่งที่หมอสั่งนั้น มันไม่เอื้อต่อการทำงานของตัวยุ่นเลย การรักษาผื่นครั้งนี้ยืดเยื้อกินเวลานานจนความรู้สึกของใครบางคนเปลี่ยนไป พร้อมกับผื่นที่เริ่มหาย… นั่นหมายความว่าการรักษาครั้งนี้จะต้องสิ้นสุดลง ซึ่งจะทำให้หมอและคนไข้ไม่ได้เจอกันอีก

ความรู้สึก “เกิน” หมอและคนไข้ของยุ่น ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนอกหัก ที่ต้องทำอะไรบางอย่างให้ลืมหน้าหมออิมไป เมื่อยุ่นได้โปรเจคใหม่ซึ่งเป็นเหมือนฝันที่รอคอย บวกกับความไม่อยากคิดมาก การอดนอนครั้งนี้จึงทำลายสถิติร่างกายของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ต้องสูญเสียมันไปตลอดกาล

ฟรีแลนซ์ฯ อาจ ไม่ใช่หนัง ที่โดนใจ คนทุกวัย ที่เดินเข้าไปดู แต่กับบุคคลที่ “งานคือชีวิต” หนังเรื่องนี้จะสะท้อนตัวตนของคุณได้เป็นอย่างดี คนทำงาน จะต้องมีโมเม้นท์ ที่ย้อนกลับมามองตัวเองแน่ๆ ว่าเราทำงานจนไม่คิดถึงตัวเองแบบในหนังหรือเปล่า สิ่งที่แลกกันมันคุ้มจริงๆ หรือ ถ้าหากวันหนึ่ง เราน็อคคาโต๊ะทำงาน จะมีคนมาเจอ เราหรือเปล่า หลายความคิด พุ่งเข้ามาในหัว มันแน่นอน อยู่แล้วว่า งานนั้น สำคัญ แต่ร่างกายเรานี่แหละสำคัญที่สุด คนเราไม่ได้ฟื้นจาก ความตายทุกคน ใช้ชีวิตให้พอดี ให้ชีวิตได้มีวันต่อๆ ไปไม่คุ้มกว่าเหรอ?

บทภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเรียลไปไหน… พูดกันแบบที่เราๆ พูดกันอยู่ทุกวันนี่แหละ เสน่ห์ของบทพูดที่ เข้าถึง ได้ง่าย เป็น การส่งสาร แบบตรงๆ ถึงคนดู ไม่ต้องมานั่งตีความในประโยคหลายรอบ ทำให้อินเนอร์ คนดูไหล ตาม เรื่องราวได้ง่าย

การแสดงของนักแสดงนำอย่างซันนี่, ใหม่ ดาวิกา และ วี ไวโอเล็ต มีความชัดเจนในการเป็นตัวละครอย่างมาก ซันนี่ที่ต้องรับบทหนักทั้งแสดงและพากย์เสียงความในใจก็ส่งอารมณ์ตรงกับความรู้สึกการแสดงของตัวละครอย่างลงตัว ส่วนวี ไวโอเล็ต บทที่โตเกินวัยของตัวเองแต่ก็ทำออกมาได้ดีมาก ส่งต่อมุขกับซันนี่ได้ไหลลื่น เหมือนนั่งดูสองพี่น้องคุยกันจริงๆ มุกในหนังยังคงความฮาตามแบบฉบับซันนี่ที่คนดูจะไม่ผิดหวัง คุณจะยังได้หัวเราะลั่นในโรงแน่นอน แต่เสียดายที่มันไม่ได้หัวเราะตลอดทั้งเรื่องเหมือนหนังยี่ห้อ GTH ที่ผ่านๆ มา

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ผลงานของผู้กำกับ เต๋อ นวพล ที่ขึ้นชื่อถึงความอินดี้ในตัวหนัง ถึงแม้จะมีคำว่า GTH เป็นส่วนประกอบ แต่ความ “หวั่น” ว่าอาจจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องยังมีอยู่ในหัว แต่พอได้ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมากก็รู้สึก “ผิดคาด” ต้องยกนิ้วให้กับการเล่าเรื่องที่เข้าถึงใจ ถึงคนดูจริงๆ

หากคุณจะเดินไปดูหนังสักเรื่องในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ น่าจะเป็นหนังที่ตอบโจทย์สำหรับคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะพวก “บ้างาน” เพราะมันจะทำให้คุณค่อยๆ หวนคิดและทบทวนถึงแต่ละวันทำงานของตัวเอง ว่าคุณทุ่มเท และทำงานอย่างบ้าคลั่งจนลืมที่จะใส่ใจดูแลร่างกาย รวมถึงจิตใจของตัวเองหรือเปล่า…เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ลองวางแผนถึงการพักผ่อน และใช้วันลาที่สะสมไว้ซะบ้าง ออกเดินทาง ไปนั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน …เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแค่งานเพียงด้านเดียว

คำเตือน : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในหนังเกือบทั้งเรื่องครับ

30 ข้อ วิเคราะห์หนัง Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ… [สปอยสุดติ่ง] -  Pantip

วิจารณ์หนัง ผมขออนุญาตแยกวิเคราะห์เป็นตัวละครนะครับ

1.หมออิม

หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะเก่ง
และใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะเก่งทุกเรื่อง

หมออิมเคยลองใช้ Photoshop แล้ว
แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็น ในขณะที่ยุ่นใช้มันคล่องมาก

“ทักษะต่างๆเป็นของใครของมัน

เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้”

หมออิมสั่งห้ามยุ่นนอนดึก
แต่หมออิมเองก็นอนดึกเมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือสอบ
ทำให้เห็นว่าคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี
แต่เราจะทำมั้ย ก็มีปัจจัยอื่นๆมา มันอยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น

แม้จะเป็นหมอเองก็ตาม

2.เจ๋

เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุดของยุ่นในเรื่องนี้ก็ว่าได้
จะเห็นได้ว่าเจ๋เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก ทวงงานยุ่นยิกๆ
และพร้อมจะหาแผนสำรองให้กับงานโดยการโทรเรียกเจิดมาช่วย
จนกระทั่งยุ่นขอร้องและรับปากว่าทำเสร็จทัน

เจ๋เป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพื่อนที่ดี
พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อนตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน
เจ๋ก็จัดการกับชีวิตตัวเองได้ดี

เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก
เจ๋เลือกครอบครัวไม่ได้เลือกงาน
เพราะการหามรุ่งหามค่ำมันอาจจะมีผลกระทบกับลูกเจ๋

และจุดเปลี่ยนเรื่องลูกเจ๋นี่เอง
ที่ทำให้ยุ่นพบกับจุดเปลี่ยนว่า

Contact Point เดียวของเขากำลังจะหายไป

จริงๆหนังได้ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนเจ๋ไปญี่ปุ่นแล้ว ว่ายุ่นไม่มีใคร
(รวมถึงโทรศัพท์ที่มีแต่โทรหาเจ๋)

ซึ่งนั่นทำให้ตอนที่เจ๋ลาออกจากงาน ยุ่นถึงเป็นเดือดเป็นร้อนมาก

3.พี่เป้ง

ตัวละครพี่เป้งสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
คนบางคนสนใจแต่เรื่องงาน และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย
ถามว่าตอนดูหนังแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับพี่เป้ง
เราอาจจะต้องย้อนดูตัวเราเองว่าตอนที่เราทำงาน
เราทำตัวใกล้เคียงกับพี่เป้งบ้างรึเปล่า

พี่เป้งคือคนที่เอาผลประโยชน์และตัวงานเป็นที่ตั้ง
จนไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน

คำชื่นชมของพี่เป้งล้วนเป็นไปเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง
ถ้วยรางวัลมากมายจึงเป็นของพี่เป้ง
เพราะพี่เป้งเป็นคนที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ (ไม่ว่าจะใช้ใครก็ตาม)
พี่เป้งถึงได้เป็นผู้จ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาพลักษณ์ของพี่เป้งดูเลวร้ายในสายตาของเจ๋
แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็อาจจะพูดได้ว่าคนแบบนี้แหละ ที่ลูกค้าต้องใช้

งานชิ้นสำคัญของ Lisa ถึงได้ถูกมอบให้พี่เป้ง
หาคนที่สามารถทำงานสเกล2เดือน เสร็จภายใน 2สัปดาห์
และหวยมาออกที่ยุ่น ผู้ซึ่งกำลังเฟล และตบปากรับคำไปนั่นเอง

4.ไก่

พนักงานเซเว่นผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนยามดึกของยุ่น
ตัวละครนี้ทำให้รู้ว่ายุ่นนอนดึกติดต่อกันมายาวนาน
ไก่เป็นเหมือนคนที่คอย Support ยุ่นให้ยุ่นทำงานเสร็จกลายๆ
(ขายอาหาร/ ช่วยตีแบดให้ยุ่นตาสว่าง)

5.พงศธร

เพื่อนสนิทที่ยุ่นคิดเอาเองว่าสนิท
แต่ยุ่นทำตัวเหินห่างกับพงศธรมาก
อันที่จริงเมื่อเราเติบโตขึ้น
เราก็ย่อมห่างเหินกับสังคมเก่าๆไปบ้าง

อย่างพงศธร น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง…ที่ยุ่นละเลยมาก
มากจนถึงขนาดไปนั่งทำงานในงานศพของพ่อพงศธร
…ซึ่งพงศธรก็ถึงกับบอกว่า

“ถ้ามึงยุ่งมาก งานศพกูมึงไม่ต้องมาก็ได้”

ในมุมมองของพงศธรนั้น
ยุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนที่สนิทเท่ากับที่ยุ่นคิดแล้ว
(แต่เอาเข้าจริงตอนนึกถึงพงศธรในงานศพของยุ่น พงศธรก็ไม่ได้มาเป็นลำดับแรกๆนะ)

ชีวิตของพวกเราก็มีเพื่อนที่เป็นเหมือนพงศธรอยู่บ้างล่ะครับ ลองนึกดีๆ

6.แม่

เป็นคนที่ถูกลืมที่สุดในหนังเรื่องนี้
มีแต่คำบอกเล่าเฉยๆ
และพีคมากตรงฉากงานศพ
ที่แม่เป็นคนเดียวที่หันหลัง

และพอตัดกล้องกลับมาด้านหน้าเห็นแต่ภาพมุมไกลๆ
เอาเข้าจริงผมคิดว่าหนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่ายุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก
ขนาดมีเวลาว่างๆตั้งหลายเดือนแล้ว ยุ่นยังไม่ได้ตัดต่อรูปให้แม่เลย

7.ยุ่น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด6ตัวละครข้างต้น

ผมคิดว่ายุ่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานสูงสุด

จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป

กับหมออิม – ยุ่นทำให้เห็นว่างานสำคัญกว่าสุขภาพหลายต่อหลายครั้ง
กับเจ๋ – ยุ่นโกรธเจ๋ที่เจ๋เลือกครอบครัวมาก่อนงาน และนั่นทำให้ยุ่นเคว้ง
กับพี่เป้ง – ยุ่นดูจะนับถือและเชื่อใจพี่เป้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หัวฟาดโต๊ะนั่นล่ะ
กับพงศธร – เห็นๆกันอยู่ว่างานมาก่อนเพื่อน
กับไก่ – เป็นตัวช่วยที่ Support ให้ยุ่นทำงานได้ เลยเป็นคนที่ยุ่นนึกถึงในงานศพ (ถ้าจำไม่ผิดจะมาถัดจากเจ๋เลย)
กับแม่ – ขอสรุปแบบใจร้ายเลยนะ สำหรับยุ่น

งาน > เพื่อนร่วมงาน > เพื่อน > แม่

8.เจิด

ผู้นับถือยุ่น และมองว่ายุ่นผู้บ้างานคือความเท่

และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จแบบยุ่น

เป็นอะไรที่สร้างความเข้มข้นให้กับหนังได้มาก

เพราะเมื่อยุ่นใส่ใจกับงานน้อยลง ก็จะตามหลังเจิดในทันที

ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของใครๆก็ตามที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ตามมาเสมอ

9.Freelance

ชื่ออาจจะฟรี แต่ทำจริงๆไม่ฟรี

หนังได้นำเสนอให้เห็นว่าอาชีพนี้ถ้าเอาจริงเอาจังและจะเป็นมือหนึ่งแบบยุ่น

มันหยุดไม่ได้ ถ้านึกจะหยุดก็หยุด ก็จะไม่มีคนจ้าง

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามันแทบจะไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟฟิสเลยด้วยซ้ำ

ใครทุ่มเทมาก ก็มีโอกาสจะก้าวหน้าได้มาก

แต่ถ้าไม่ทุ่มเทก็พร้อมจะถูกเขี่ยออกจากวงการ (ไม่มีคนจ้าง)

เหมือนกับพนักงานออฟฟิสที่ไม่ก้าวหน้านั่นเอง

10.Work Life Balance

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าชัดที่สุดในหนังเรื่องนี้เลยครับ

ยุ่นคิดว่าการโหมทำงานหนักจะทำให้ได้งานที่ออกมาดี

แต่นอกจากสุขภาพจะพังแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จตามกำหนดอยู่ดี

ซึ่งเมื่องานไม่เสร็จ ชีวิตยุ่นก็ยังเดินต่อไปได้ แม้ว่าอาจจะเสียเครดิตเรื่องงานไป แต่ยุ่นก็ยังมีชีวิต

การโหมงานจนเสียชีวิตนั้นคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เอาจริงๆผมอยากให้หนังตัดจบตั้งแต่ยุ่นล้มหัวฟาดพื้นเลยนะ

ถ้าตายฉากนั้นจะ EPIC มากๆ คงเป็นหนังที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปีเลย (แอบโหด)

เพราะถ้ายุ่นตายแล้ว งานมันก็คือไม่เสร็จอยู่ดี และจะพีคกว่าถ้าสุดท้ายพี่เป้งให้เจิดทำต่อ

แต่นั่นล่ะ ถึงในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่พี่เป้งก็คงหาคนมาทำแทนยุ่นจนเสร็จอยู่ดี

การที่หนังไม่ให้ยุ่นตายก็อาจจะเพื่อเปิดทางให้พี่เป้งยกคอมมาให้ยุ่นในฉากถัดมา

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่จริงแหละ ถึงคนที่ทำงานให้จะป่วยแต่ก็ยังอยากได้งาน

ถ้ายุ่นไม่รู้จัก Balance ชีวิตตัวเอง ก็คงต้องป่วยตายเข้าสักวัน

…และถ้าสังเกตขอบตาพี่เป้งไม่ได้คล้ำนะ ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้

รีวิว สืบเนื่องจากความสำเร็จของ ATM เออรัก เออเร่อ (2555) ที่ทำรายได้รวมกว่า 150 ล้าน กับ พี่มากพระโขนง (2556) ที่ยอดรวมทะลุหลักพันล้าน บวกกับความล้มเหลวเมื่อกลางปี 2557 ของ ฝากไว้..ในกายเธอ ทางค่ายหนังไทยยักษ์ใหญ่จึงต้องฝากความหวังครั้งสุดท้ายของปีไว้กับ เมษ ธราธร ผู้กำกับฯ เจ้าของผลงาน ATM เออรัก เออเร่อ ให้กอบกู้ชื่อเสียงและหน้าตากลับมาสู่ GTH อีกครั้ง!

ถ้าอ้างอิงจากผลงานเก่าๆ ที่ทะลุ 100 ล้านแบบลอยตัวของ GTH จะเห็นว่าหลายเรื่องเป็นหนังแนวตลก (comedy) เช่น กวน มึน โฮ, ATM เออรัก เออเร่อ, และ พี่มากพระโขนง ซึ่งวิเคราะห์ที่มาของรายได้ได้หลายทาง

การพีอาร์และการตลาดที่สายแข็งเหนือยุทธภพของค่าย
ดารานักแสดงที่ไม่ได้หล่อสวยโอเวอร์แต่มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงง่าย
กระแสปากต่อปาก และพลังแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก (ทั้งทางบวกและทางลบ)
มุกตลกที่เน้นสายแมสและชนชั้นกลางเป็นหลัก
“ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานหนังตลกของ GTH ที่มีจุดแข็งตาม 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น (โดยเฉพาะคลิปพระนางเต้นเพลง “ABC ชักกระตุก” นี่เราชอบมาก) แต่แข็งแกร่งกว่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมาของ GTH ตรงที่ “อาศัยกินบุญเก่า” ของชื่อค่าย, ชื่อ ATM เออรัก เออเร่อ, ชื่อของพระนาง รวมถึงชื่อตัวประกอบอย่างบร๊ะเจ้าโจ๊ก (เช่นเดียวกับกรณีตุ๊กตาผี Annabelle ที่มีคนหลงไปดูเยอะเพราะความฮอตของ The Conjuring) ได้อย่างสบายๆ

เรื่องย่อ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้”
พล็อตเรื่องของ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” เป็นการแตกแขนงคำว่า ATM ออกมาเป็นพล็อตหนังรอมคอมเรื่องใหม่ (romantic-comedy)

A: กิมมิคของหนังคือ “ภาษาอังกฤษ” ต้อนรับ AEC
T: ตัวละครหลักของเรื่อง นางเอกเป็น Tutor หรือ Teacher สอนภาษา
M: เพลง หรือ Music ซึ่งเป็นทั้งชื่อเล่นของนางเอกในเรื่อง และยังเป็นธีมของหนังด้วย (เพลงสากล/เพลงเพื่อชีวิต/เพลงอกหัก ฯลฯ)
เรื่องราวโดยย่อ เริ่มจากสาวญี่ปุ่นสุดเอ็กซ์ คายะ (โซระ อาโออิ จาก ปิดเทอมใหญ่.. หัวใจว้าวุ่น และหนังญี่ปุ่น AV อีกหลายเรื่อง) ต้องย้ายไปทำงานที่อเมริกาและต้องการบอกเลิกกับ ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ จาก เพื่อนสนิท) แฟนหนุ่มที่เป็นนายช่างหรือวิศวกรซ่อมบำรุงในโรงงานที่เธอทำอยู่ แต่เนื่องจากยิมสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ในขณะที่คายะก็สื่อสารภาษาไทยไม่ได้เลยเช่นกัน คายะจึงต้องมาขอร้องให้ ครูเพลง (ไอซ์-ปรีชญา จาก ATM เออรัก เออเร่อ) ติวเตอร์ที่สอนภาษาอังกฤษให้เธอจนสอบสัมภาษณ์ได้ ช่วยเป็นสื่อกลางไปบอกเลิกกับยิมแทนเธอ

ครูเพลงตัดสินใจยอมช่วยเพราะคายะจ่ายค่าจ้างด้วยกระเป๋า Louis Vuitton Alma BB Monogram Vernis สีแดงสุดหรู (กระเป๋ารุ่นนี้สีนี้เราก็ชอบเองเป็นการส่วนตัว ยิ่งดูแล้วก็ยิ่งอยากได้) แต่พอเอาเข้าจริง เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะยิมเป็นคนปากหมา โผงผาง กวนตีน และจริงจังกับคายะมาก แถมเรื่องพลิกโผ กลายเป็นยิมมาจ้างครูเพลงให้ช่วยติวภาษาอังกฤษให้แบบที่ติวให้คายะแบบตัวต่อตัว เพราะเขาต้องการสอบสัมภาษณ์และตามคายะไปทำงานที่อเมริกา ซึ่งการสอนยิมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกนั่นแหละ เพราะยิมเป็นวิศวกรที่พื้นฐานภาษาแทบเป็นศูนย์ และทำให้ครูเพลงต้องปวดกบาลอยู่บ่อยๆ

และนอกจากจะต้องเจอกับลูกศิษย์สายห่ามอย่างนายช่างยิมแล้ว ติวเตอร์เพลงคนสวยยังต้องรับมือกับนักเรียนในคลาส Business Conversation ที่มาตามตื๊อเธอไม่เลิกอย่าง คุณพฤกษ์ อีกหนึ่งอัตรา (ตู่-ภพธร นักร้องคนดังที่มาเซอร์ไพรส์แฟนๆ หลายซีนเลยทีเดียว) ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณพฤกษ์เป็นคนเพอร์เฟ็กต์ เป็นนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อพ่อรวย ตอนแรกติวเตอร์สาวโสดเองก็เคลิบเคลิ้มไปกับเจ้าชายในฝันและหลวมตัวไปเล่นด้วยกับเขาอยู่หรอก แต่พอไปๆ มาๆ มารู้ทีหลังว่าเขาไม่ใช่ เรื่องมันก็เลยซับซ้อนเข้าไปอีก

รีวิว/วิจารณ์ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้”
ดูเหมือนจะเป็นสไตล์ของ GTH ไปแล้ว สำหรับหนังตลกที่จะต้องตลกแบบ “โอเวอร์แอ็คติ้ง และโอเวอร์เมโลดราม่า” ไอ้ความรอม (romantic) ก็รอมแบบมุกเสี่ยวๆ เชยๆ (อย่างมุกไฝ เอาจริงๆ เรารำคาญนะ ฟังแล้วหงุดหงิด แบบว่า I don’t think so ด้วยเลย – -) ส่วนความคอม (comedy) ก็ตลกแบบเน้นขายมุกห่ามๆ ฮาแบบแมสๆ ขำง่ายย่อยง่าย และถึงแม้บางมุกอาจจะแป้ก แต่ก็จะใส่แสงสีเสียงเข้าไปให้ล้นๆ เข้าไว้ ประกอบกับสีหน้าและน้ำเสียงของนักแสดงที่ต้องเล่นใหญ่ไว้ก่อนประหนึ่งอยู่ในโรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์

ซึ่งถ้ามองในแง่ความบันเทิง มันก็บันเทิงและเบาสมองดีในสไตล์ของเขานั่นแหละ แต่สำหรับเรา เราคิดว่าบางมุกมันดู “เยอะ” ไปหน่อย เช่น ฉากของ พี่โจ๊ก-โซคูล ที่จริงๆ ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับการดำเนินเรื่องเลย แต่เน้นใส่บทให้เขาไว้ก่อน คนดูชอบ (ในโรงและรอบที่เราดู แทบทุกฉากที่พี่โจ๊กออก คนดูชิงขำกันตั้งแต่นางโผล่หน้าออกมาละ ยังไม่ทันเล่นมุกเลย คนก็ฮาแล้ว)

ส่วนในฉากโรแมนติก ถ้าไม่นับมุกเสี่ยวๆ หรือมุกเชยๆ แล้วล่ะก็ เราคิดว่า หนังทำได้อินอยู่ ซึ่งถือว่าทำได้ดีกว่าพาร์ทคอมเสียอีกในความรู้สึกของเรา

ฉากที่เราชอบก็เห็นจะเป็น “Cinderella Scene สำเนียงซันนี่” ที่ถ่ายทอดเทพนิยาย “Once upon a time” หรือ fairy tales ในยุคทุนนิยม (capitalism) ของชะนีชั้นกลางกับเจ้าชายไฮโซได้อย่างน่ารักลงตัว กับฉากที่นางเอกแปลความหมายของเพลง Walk You Home (ร้องโดย สุรสีห์ อิทธิกุล และแต่งโดย วี วิโอเลต หรือ วี เดอะวอยซ์) ซึ่งเนื้อหาของเพลงเหมือนกำลังอ่อย เอ้ย บอกรักพระเอกทางอ้อมยังไงยังงั้น และนี่ยังไม่รวมฉากที่แสดงถึงความพยายามของพระเอกที่ตั้งใจจะพัฒนาสกิล กับนางเอกที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยพระเอกฝึกภาษายังไงอีก ซึ่งตรงอันหลังๆ นี้เราชอบเป็นการส่วนตัว แต่มุกซ่อมรองเท้าหัก เราไม่ค่อยซึ้งนะ เพราะมุกเก่าเกิ๊น~ แต่ก็ยังพอน่ารักอยู่ (ยกความดีความชอบให้การแสดงของซันนี่)

รีวิว คาแรกเตอร์แต่ละคนจะเป็นตัวละครที่เอาใจชนชั้นกลางจริงๆ เห็นได้จากพระนางของเรื่อง

นางเอก… เป็นติวเตอร์สวยรวยเก่ง (และชอบแบรนด์เนมแบบสาวๆ ในเมือง) แต่เวรี่รั่ว และบางเวลาก็แรดดี๊ด๊าตามประสาชะนีโสดทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้คนดูรักนางได้ไม่ยาก เพราะดูเข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์จริงๆ

มากกว่านางเอกในวรรณกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นไอดอลสาวมั่นของชะนีไทยมั่นหน้าได้อีกว่า “นี่ไง คนสวยไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย แรดได้ รั่วได้ ดีไม่ดีเยอะกว่าชะนีไม่สวยซะอีกนะจะบอกให้”

ส่วนพระเอก… เป็นนายช่างดิบๆ ห่ามๆ ปากหมา กวนตีน สาดคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำในทุกประโยคที่พูด แต่เข้าคอนเซ็ปต์ “ผู้หญิงชอบคนเลว และชอบให้เขาดีกับเราคนเดียว” แถมยังปกป้องเราได้ในชีวิตจริงอีกต่างหาก เท่กว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายปรัมปราเสียอีกโนะ

แหม น่ารักน่าชัง แถมเคมียังเข้ากันซะขนาดนี้ จะไม่ได้ใจคนดูก็ให้มันรู้ไป ไอฟาย

นอกจากนี้ ในฐานะที่เราเองก็เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เราชื่นชมและชอบมุกต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางทีมงานทำการรีเซิทจุดอ่อนเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยมาแล้ว เพราะมุกภาษามาค่อนข้างครบเลย

แถมมีการให้ความรู้ภาษาอังกฤษกับคนดูพอหอมปากหอมคอ ตั้งแต่การออกเสียงพื้นฐาน (เช่น H, F, Z) คำศัพท์ทั่วไป (เช่น กระดาษทิชชู่ หลอด) และวลีที่เป็นประโยชน์ (เช่น What about you? และ I think so.) จนไปถึงคำสบถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น ฟัก, WTH ฯลฯ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องขอติเรื่องความสมจริงในส่วนสถาบันสอนภาษาของนางเอกนิดนึง อย่างฉากเปิดเรื่องที่เป็นคลาสจำลองสถานการณ์บนเครื่องบินกับเด็กเล็ก ที่เซอร์เรียลไปค่อนข้างมาก (แต่ก็เข้าใจว่าเน้นฮาอะนะ)

และความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ที่หนังไม่ใส่ความสำคัญของภาษาอังกฤษ หรือความสำคัญของ AEC ลงไปเลยสักนิด (เห็นมีแต่จุดประสงค์การเรียนภาษาเพื่อไปง้อสาวและไปจีบสาว อ๋อ… มีเพื่อไปสัมภาษณ์งานนิดโหน่ย~)

ทั้งๆ ที่หนังอุตส่าห์มีโอกาสที่จะเป็นสื่อชั้นดีในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วเแท้ๆ พูดเลยว่า ในฐานะติวเตอร์คนนึง เราค่อนข้างเสียดายจุดจุดนี้จริงๆ

ส่วนการ tie-in โฆษณา เราเฉยๆ ดูแล้วก็ไม่รู้สึกโจ่งแจ้งหรือขัดอรรถรสอะไร มิหนำซ้ำ ออกจากโรงแล้วยังอยากกินมาม่า อยากนั่ง Coffee Beans และเซิทหาราคากระเป๋า LV ที่นางเอกใช้อีกต่างหาก จบ.

โดยสรุป เราไม่ได้ชอบมาก เพราะปกติก็ไม่ค่อยชอบหนังตลกแนวตลกซิทคอมหรือตลกคาเฟ่เท่าไหร่อยู่แล้ว เราจึงเฉยๆ กับมุกตลกในหนัง อย่างมุกขี้ มุกนม มุกก้น หรือมุกใต้สะดืออะไรพวกนั้น เราจะไม่ชอบ (ดูกระแดะปะล่ะ 555)

แต่อินในส่วนของภาษาและส่วนที่เป็นโรแมนติก ตามประสาติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่ยังสาวและโสดคนหนึ่ง (ดังนั้นความอินนี่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือแบ็คกราวนด์ส่วนบุคคลจริงๆ) และชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและความสามารถของนางเอกร้อยล้าน

ไอซ์-ปรีชญา เป็นกรณีพิเศษ (ที่เราหวังเหลือเกินว่านางจะดังเปรี้ยงปร้างตาม หนูนา-หนึ่งธิดา, ใหม่-ดาวิกา, หรือนางเอกคนอื่นๆ ของ GTH ในเร็ววัน)

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงส่งท้ายปีให้กับพี่น้องชาวไทยได้อย่างไม่เสียดายตังค์ และมีสิทธิทะลุ 200 ล้านบาท

ได้อย่างชิลๆ (ถ้าอาทิตย์หน้าไม่ถูกหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์อย่าง The Hobbit: The Battle of the Five Armies แย่งกระแสไปมากนัก) เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่ายังคงมีคนอยากไปดู “ตามกระแส” อีกเยอะ เพราะมิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ดู ก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง… ดูหนังไทย

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

WELCOME TO FRIEND ZONE - YouTube

รีวิว เราเชื่อว่า ทุกคนล้วนแต่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อาจจะสั้น อาจจะยาว อาจจะใกล้ อาจจะไกล อาจจะเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปไม่ได้… แต่นั่นแหละ… ประเด็นเฟรนด์โซนจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแมส และมีอะไรน่าขยี้เยอะ ประกอบกับผลงานการกำกับที่ผ่านมาของพี่หมู ชยนพ บุญประกอบ ไม่ว่าจะ Suckseed หรือ เมย์ไหนฯ ทำให้เราแอบคาดหวังว่า อย่างน้อย Friend Zone หนังเรื่องล่าสุดจากค่ายหนังอารมณ์ดี GDH มันจะต้องออกมาสนุก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า หนังมันกลับไม่สามารถทำให้เรา… ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อินไปกับหนังได้เลย ทั้งที่เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเปิดกล้อง เพราะชื่อเรื่องและชื่อนักแสดงนำ รวมถึงชื่อผู้กำกับ ดูน่าสนใจ แล้วหนังแนวเพื่อนรักรักเพื่อนนี่ จริง ๆ เราก็อินมาเยอะ เช่น Love, Rosie, O-Negative, เพื่อนสนิท (ดากานดา-ไข่ย้อย) ฯลฯ

จริง ๆ ต้องบอกว่า ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์ Friend Zone ครั้งแรกละ ก็แอบรู้สึกผิดคาด แล้วพอได้ดูหนังจริง ก็กลายเป็นค่อนข้างผิดหวัง ไม่ใช่เพราะมันทำหลายฉากเป็นการ์ตูนที่คาแรกเตอร์ล้น ๆ เยอะ ๆ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แต่ปัญหาคือ มุกตลกมันไม่ตลก พาร์ทความรักก็ไม่ได้ฟินหรือชวนอิน เทียบกับหนังรอมคอมอื่น ๆ แทบไม่ได้เลย ในส่วนของคอนเซ็ปต์เฟรนด์โซน ก็ดูเบาบาง หรือจะพูดว่าบทค่อนข้างกลวงก็ไม่ผิด ในขณะที่ทีมพีอาร์ยังงัด “เฟรนด์โซน” ออกมาขายได้ดีกว่าและสร้างสรรค์กว่าทีมเขียนบทของเรื่องนี้เองเสียอีก

บทหนังแทบไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ หนังเปิดเรื่องในสมัยที่ ปาล์ม (นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) กับ กิ๊ง (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) ยังอยู่ม.ปลาย แต่ก็เป็นซีนเปิดที่ไม่ได้เน้นเล่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคู่นี้ (แต่คือก็รู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทไปไหนไปกันอะนะ) แต่เน้นเล่าถึงพื้นฐานนิสัยตามสืบตามเสือกอย่างไม่ยอมรามือง่าย ๆ ของกิ๊ง พร้อม ๆ กับแอบ tie-in โฆษณาไปแล้วอย่างน้อยสองตัวเหนาะ ๆ และก่อนที่จะโยงไปเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “เป็นเพื่อนกันดีที่สุด” อย่างไม่ค่อย smooth as silk สักเท่าไหร่ เออ… ก็แค่นั้น… ส่วนดีเทลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีนเปิดเรื่องนี้ก็แทบถูกทิ้งไปเสียสิ้น

ตัดมาที่สิบปีต่อมา ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พระเอกจับวงปรับทุกข์และเล่าเรื่องเฟรนด์โซนของตัวเองกับหนุ่มแก๊งเฟรนด์โซนตามที่เราเห็นในเทรลเลอร์ ซึ่งหมายความว่า หนังก็จะเล่าตัดสลับจากแก๊งเฟรนด์โซนนี้กับเล่าย้อนความเดิมเมื่อปีสองปีก่อนหน้า นั่นก็คือช่วงที่นางเอกคบกับแฟนที่ทำงานด้วยกัน (เจสัน ยัง) ในขณะที่พระเอกก็เปลี่ยนสาวไปเรื่อย ๆ

ตลอดเรื่อง ดูเหมือนคนที่ต้องเจ็บปวดกับเฟรนด์โซนมากที่สุดจะเป็นพระเอก แต่ศูนย์กลางของโลกในหนังเรื่องนี้คือนางเอก ประมาณว่าทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเธอ แล้วปัญหาคือ… เราไม่รู้จริง ๆ ว่า นางเอกมีอะไรดีอีกนอกจากสวย เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นมากมายว่าทำไมพระเอกต้องรักนางเอก เท่าที่เราเห็นจากในหนังคือ มีแต่เรื่องบ้าบอไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่เคยเห็นนางนำมาซึ่งความสบายใจให้คุณเพื่อนเลย ตรงกันข้าม กลับทำตัวเป็นภาระด้วยเสียอีก

สำหรับเรา เราว่านางเอกเป็นผู้หญิงไร้สติคนหนึ่ง ดื้อด้านตามล่าหาความจริงอย่างไม่ละเว้น แต่พอจะเผชิญปัญหาจริง ๆ ทำใจไม่เป็น รับมือไม่ได้ ต้องลำบากเพื่อนตลอด รวม ๆ ไม่เป็นผู้ใหญ่ เข้าข่ายน่ารำคาญ เห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจ… ไม่เหมาะสมกับพระเอก… ไม่คู่ควรกับเวลาที่พระเอกต้องมา waste ไปเป็นทศวรรษแบบนี้ (แต่ทั้งนี้ มันอาจเป็นอคติส่วนตัวของเราเองที่ไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก คล้าย ๆ กับที่เราไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก Fan Day และอีกหลาย ๆ เรื่องของค่ายนี้)

ยังดีที่เป็นนายกับใบเฟิร์น ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้อีกไหม ต้องขอบคุณที่น้องนายเซอร์วิซแฟนสูงมาก และน้องใบเฟิร์นก็ทุ่มเล่นสุดตัวแบบไม่ห่วงสวยเลย อย่างน้อยคนดูก็จะได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาจากการดูหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะแรกเริ่มเดิมทีเลย เราคิดว่าหนังเค้าตั้งใจทำมาเพื่อสปอนเซอร์ใหญ่มากกว่าเพื่อคนดู

สังเกตได้จาก เค้าตั้งใจเขียนบทมาให้พระเอกกับนางเอกบินไปบินมาข้ามประเทศพร่ำเพรื่อ ราวกับรวยมาก หรือได้บินฟรีตลอดชีพ เที่ยวตระเวนขอพรทั่ว AEC (ขาดแต่ไปฮ่องกง แล้วมันไม่ไปหวังต้าเซียนด้วย อันนี้พลาดได้ไง) โดยส่วนตัวคิดว่า จริง ๆ ไม่ต้องถ่ายหลายประเทศ (ประเทศละกะปริดกะปรอย) แบบนี้ก็ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขต้องบินไปบินมาตลอดเวลา หนังน่าจะพัฒนาบทและตัดต่อได้ดี smooth as silk กว่านี้มาก

โดยสรุป สำหรับเรา Friend Zone เหมือนเป็นหนังโฆษณาการบินไทยขนาดยาว 2 ชั่วโมง (โดยมีโฆษณา SCB, คริสตัล ฯลฯ แทรกมาประปราย อย่างจงใจให้ไม่แนบเนียน) ส่งผลให้บทอ่อนต่ำกว่ามาตรฐานของค่าย และเป็นหนังที่แทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย นอกจากเสน่ห์และการแสดงของน้องนายกับน้องใบเฟิร์น ที่เป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้อย่างเดียว (อ้อ… และก็เพลงคิดมากเวอร์ชั่น AEC อีกอย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญกับหนังที่สุดแล้ว)

หนัง ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน FRIEND ZONE 2019 (Full HD) – MeeLakorn

รีวิว หนังอีกเรื่องของค่าย GDH ที่เข็นประเด็นโดยในหมู่วัยรุ่นออกมาเป็นหนังไม่ขาดสาย ครั้งนี้ก็เอาเรื่องเล่าสุดจี๊ดที่หลายคนเจอในช่วงวัยรุ่นมาเสริฟอีกเช่นเคย ในช่วงเดือนแห่งความรักแบบนี้
เรื่องก็ว่าด้วยราวของเพื่อนซี้ชายหญิง ปาล์ม-กิ๊ง ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน คอยผลัดกันช่วยเหลือ เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คอยอยู่ข้างๆกันมาตลอดจนมหาลัย จนทำงาน

หลังจากเหตุการณ์นึงที่เกิดขึ้นกับกิ๊ง ทำให้ปาล์มอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง และมาคอยดูแลตามภาษาเพื่อนสนิท แต่แล้วเส้นกั้นบางๆระหว่างคำว่าเพื่อน กับแฟน ที่เริ่มเลือนราง ก็ทำให้ทั้งสองเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณบางอย่าง ที่ทำให้อะไรๆ มันไม่เหมือนเดิม
“เฟรนโซน”ที่เคยประกาศกันไว้ชัดเจนเริ่มปรากฎหนทางข้ามผ่าน ขณะที่เดินทางไปที่ต่างๆ ด้วยกันนั้น บางสิ่งก็เติบโตในหัวใจของ ปาล์ม และกิ๊งมากขึ้นเรื่อยๆ

และไม่แน่ว่า เรื่องราวผจญภัยที่ฟันฝ่ากันมาทั้งหมดนี้จะทำให้ทั้งสองได้เริ่มต้นทางแฟนสักที หรือสิ้นสุดทางเพื่อนกันแน่ !

🎬 ผู้กำกับ : ชยนพ บุญประกอบ (ที่เคยทำเรื่อง เมย์ไหนไฟแรงเฟร่อ, ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ)

🎬 นักแสดงนำ : นาย ณภัทร เสียงสมบุญ(ปาล์ม), ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์(กิ๊ง)
—-

(+) ทุกตัวละครบทพูดดีมาก โดยเฉพาะปาล์ม-กิ๊ง ที่คุยกันถูกคอแบบเพื่อน การหยอกล้อต่างๆ คำพูดปลอบใจในซีนดราม่า ไม่บอกนี่นึกว่าหนังไม่ใช้สคริป ฟังดูเป็นธรรมชาติเอามากๆจนแทบแยกไม่ออกเลย

(+) หนังดำเนินเรื่องสนุกมีชั้นเชิง บทวางมาดี โดยเป็นการบอกเรื่องราวผ่านการเล่าเรื่องของพระเอกในงานแต่ง โดยมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสามคนเป็นผู้ฟัง สไตล์จะเป็นการเดินทางไปหลายๆที่ สลับเล่าย้อนอดีตเป็นปีตั้งแต่สมัยในรั้วโรงเรียนจนถึงปี 2019 ปัจจุบัน

(+) มุกตลกบอกเลยว่าโคตรโดน และจี๊ดทุกอัน เล่นเอานั่งขำกันลั่นโรง เป็นตลกแบบมีชั้นเชิงนะ เอาสิ่งที่ทุกคนเคยเจอช่วงวัยรุ่น ตอนกำลังมีความรัก ตอนถูกทิ้ง หรือถูกเฟรนโซนมาขยี้ได้สุดยอดมาก และแทบไม่ได้ใช้คำหยาบคายเลย

(+) ปาล์ม-กิ๊ง แสดงดีเหมือนกันเพื่อนกันมานานมากจริงๆ รู้ความลับกันหมดไส้หมดพุง พูดคำเดียวก็อ่านกันออกหมดเปลือก ผลัดช่วยเหลือกันมาตลอด

.. ใบเฟิร์นนี่แสดงท็อปฟอร์มมากเรื่องนี้ ฉากดราม่าก็ทรงพลังแอ็กติ้งล้นเหลือทำเอาซึ้ง รีดน้ำตาซึมไปหลายซีน นางดูอินเสียดูใจเหมือนมีคนทิ้ง มีคนนอกใจมาจริงๆ

.. ส่วนปาล์มก็เล่นเป็นบทเพื่อนที่แสนดีของกิ๊งได้สุดจัดปลัดบอกจริงๆ ตั้งแต่ให้ยืมตัง คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ไปไหนด้วยกันตลอด เรียกได้ว่าพ่อพระของเรื่องเลยก็ว่าได้

.. ส่วนแก๊งเพื่อนสมทบอีกสามคนก็แสดงได้จี๊ดไม่เบา โดยเฉพาะ หนุ่มตี๋ สุขพัฒน์ นี่เห็นท่าทางความอินของแกที กรี๊ดแตกฮาลั่นกันทั้งโรงเลย ยิ้มเล่นจนสุดสายกันจริงๆ

(+) ทีมงานทำการบ้านมาดีมากๆ เรื่องประเด็นต่างๆ คำพูดจี๊ดๆโดนๆ ที่วัยรุ่นเคยเจอ เคยอยู่ในเหตุการณ์กันมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นจุดเด่นของ GDH อยู่แล้ว

(+) มุมกล้องในหนังถ่ายมุมสวยดี สีสดงดงาม เลือกเวลาและโลเกชั่นได้ดีมาก ยิ่งช่วงที่บินกันไปต่างประเทศนี่ ร้องว้าวเลยจริงๆ รู้สึกได้ถึงความลงทุนลงแรงของทีมงาน

(+) หนังเรื่องนี้ให้ประเด็นข้อคิดดีมาก ทั้งความเป็นเพื่อน การดำเนินชีวิต การเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง วิธีก้าวข้ามความกลัวด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ
จากเพื่อนสู่แฟนคือการเปลี่ยนแปลงที่มีความเสี่ยง ซึ่งผลตอบแทนนั้นก็คุ้มสำหรับบางคน มีทั้งคนที่เจ็บช้ำ และมีความสุข และทำให้รู้ว่าบางครั้ง เฟรนโซน ก็ไม่ได้แย่เสมอไป แต่เป็นเพียงการเสนอทางเลือกใหม่ๆให้กับเรา ว่าจะทนอยู่แบบนี้ต่อไป หรือยอมตัดใจเดินหน้าไปพบปะกับคนใหม่ๆ ที่อาจรอคอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง
……
(-) มีช่วงที่การเล่าเรื่องเอื่อยนิดๆ เพราะโฟกัสที่สองตัวละครเพื่อนคู่ซี้ ปาล์ม-กิ๊ง มากเกินไป ใครที่ไม่ชอบลุค หรือคาแรกเตอร์สองคนนี้ก็อาจจะเอือมนิดๆ เพราะต้องเจอตลอดทั้งเรื่อง

(-) หนังอาจจะออกแนวเฉพาะกลุ่มไปสักหน่อย เน้นให้กำลังใจคนที่กำลังตกอยู่ในเฟรนโซน ใครมีความรักดีอยู่แล้ว อาจจะไม่อินไม่จี๊ด ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิด เท่าคนที่กำลังรอเหมือนพระเอก

โดยรวมเอาไป 8/10 เลยแล้วกัน เล่าเรื่องสนุกละมุนมาก มุมกล้องสวย รู้สึกได้ถึงความพิถีพิถัน ประเด็นวัยรุ่นมีการค้นคว้ามาอย่างดี มุกตลกเจ๋งฮาลั่นและจี๊ดทุกอัน การแสดงโคตรดีตีบทแตกละเอียด อินกันชนิดจะเครียด จะร้องไห้กันตามไปทั้งโรง แถมให้ข้อคิดจุใจจนเอาไปนอนกอดที่บ้านได้เลย
ถึงจะมีบางประเด็นที่อาจจะจบไม่เคลียร์ไปบ้าง และการเล่าเรื่องที่แอบเนือยบางจุด แต่โดยรวมแล้วก็เป็นหนังคุณภาพอีกเรื่องนึงเลยครับ ดูหนัง ไทย

ใครตามหนังค่าย GDH อยู่แล้วสมควรไปเก็บให้ครบอย่างยิ่ง หนังค่ายนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ปล. เรื่องนี้อาจไม่เหมาะสำหรับคนที่มีความรักที่ดีอยู่แล้ว หรือไม่เคยมีปัญหาด้านนี้ เพราะมีความคิดหลายอย่างในหนังที่คุณอาจขัดใจ และจะไม่อินเท่าที่ควร

รีวิวหนัง คิดถึงวิทยา หนังที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ มากไปด้วยนักแสดงมากฝีมือ

รีวิวหนัง คิดถึงวิทยา หนังที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ มากไปด้วยนักแสดงมากฝีมือ

รีวิวหนัง  ปีการศึกษา 2555 “สอง” (บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) อดีตนักกีฬามวยปล้ำตกอับต้องผันตัวเองมาเป็นครูยังโรงเรียนแห่งหนึ่งที่กว่าจะไปถึงต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด ขึ้นรถผ่านผืนป่า ลงเรือฝ่าผืนน้ำหลายชั่วโมง โรงเรียนซึ่งตั้งอยู่กลางเขื่อน โอบล้อมด้วยภูเขาและผืนน้ำอันกว้างใหญ่ “โรงเรียนบ้านแก่งวิทยา สาขาเรือนแพ”

โรงเรียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ ลูกชาวประมงที่ไม่มีโอกาสออกไปนอกเขื่อนได้มีโอกาสเรียนหนังสือ สองต้องสอนเด็ก ๆ สุดแสบที่แม้จะมีเพียง 4 คน แต่ก็ล้วนเรียนกันคนละชั้นกันหมด แถมเขายังต้องสอนเด็ก ๆ ทุกวิชาทุกชั้นเรียนด้วยตัวคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้องทนกับสภาพที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าน้ำประปา หนำซ้ำต้องผจญกับความเหงาที่ไม่สามารถติดต่อใครได้เพราะที่โรงเรียนนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

สิ่งเดียวที่พอจะช่วยให้สองคลายเหงาได้คือไดอารี่เล่มหนึ่งที่ถูกลืมทิ้งไว้ของ “แอน” (พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ครูคนเก่าที่เพิ่งย้ายออกไป แอนเขียนตัดพ้อถึงชีวิตของเธอและครูทุกคนที่มาสอนที่นี่ว่านอกจากจะลำบากแล้วยังต้องเลิกกับแฟนทุกราย ถึงขนาดตั้งฉายาให้โรงเรียนนี้ว่า “ถ.ท.ว. ถูกทิ้งวิทยา”

สองอ่านเรื่องของแอนผ่านสมุดเล่มนี้เสมือนเธอเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เข้าใจหัวอกของเขา จนกลายเป็นความผูกพันผ่านตัวหนังสือที่ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งเฝ้าคิดถึงตัวจริงของเธอ แต่แม้สองจะอยากเจอแอนแค่ไหน เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปพบเธอได้อย่างไร…

ปีการศึกษา 2556 โชคชะตานำพาให้แอนกลับมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง ทว่าสองกลับไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แอนพบไดอารี่ที่เธอลืมทิ้งไว้ พอแอนเปิดอ่านก็ต้องแปลกใจเมื่อได้พบกับลายมือของสองที่เขียนต่อจากสิ่งที่เธอเคยเขียนไว้ เขาระบายความรู้สึกในใจตลอดช่วงเวลาที่สอนอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะความหวังที่เขาอยากจะพบกับแอนสักครั้ง

แอนไม่รู้ว่าสองจากไปเพราะอะไร ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนหรือแม้กระทั่งว่าเขาเป็นใคร แต่การได้รู้ว่ามีคนอีกคนที่เคยอยู่ในที่แห่งเดียวกับเธอคอยเฝ้าคิดถึงแต่เธอ ความรู้สึกในการกลับมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้อีกครั้งของแอนก็เปลี่ยนไปจากเหมือนถูกทิ้งกลายมาเป็นความคิดถึง

สวัสดีครับ เมื่อวานก็ได้มีโอกาสชมหนังไทยเรื่อง “คิดถึงวิทยา” ในรอบสื่อมวลชน ก็ต้องขอขอบคุณทาง GTH มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

“คิดถึงวิทยา” เป็นหนังเรื่องล่าสุดจากทางค่าย GTH ที่ห่างหายจากจอหนังไปเกือบ 1 ปี เต็มๆ นับตั้งแต่ “พี่มาก..พระโขนง” การห่างหายไปของ GTH จากโรงหนัง คงต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่าง แต่ในเมื่อหนังมีเวลาในการสร้าง การผลิต เพิ่มขึ้นเป็นครึ่งปี มันก็ย่อมต้องดีมากขึ้นมากขึ้น จริงไหมเอ่ย

ดังนั้น ความคาดหวังต่อ “คิดถึงวิทยา” จึงอยู่ในระดับที่สูงมาก แน่นอนว่าหนัง GTH ทุกเรื่อง ผมคาดหวังสูงอยู่แล้ว แต่เมื่ออยู่ในมือผู้กำกับอย่าง พี่ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับหนังไทยที่ผมชื่นชอบอย่าง Season change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ยิ่งไม่มีอะไรน่ากังวล

ตอนที่ได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ มีความรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย รู้สึกว่าหนังมันน่าจะโรแมนติก น่าจะดูแล้ว Feel Good ดูแล้วน่าจะเจ็บจี๊ดๆในอารมณ์ แต่ก็แอบเสียดายว่าจะเอา เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาโผล่ในตัวอย่างทำไม น่าจะเก็บไว้ Surprise คนดูน่าจะดีกว่า

ช่วงแรก หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจดีครับ การตัดสลับไปมาแบบฉับไว ทำให้ผมเกิดความคาดหวังว่าหนังจะทันสมัย เล่าเรื่องแบบรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นจริงอยู่ได้พักนึงเท่านั้น แล้วหนังก็เริ่มเล่าเรื่องแบบธรรมดา แต่การปูพื้นฐานให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของครูในโรงเรียนเรียนเรือนแพนั้นเป็นอย่างไร ก็ทำได้ดีจนผมอึ้งๆอยู่เยอะ ส่วนพื้นฐานความเป็นมาของทั้งครูแอนและครูสอง ก็เล่าได้พอรู้เรื่องประมาณนึง จุดสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมเรื่องคือไดอารี่นั้น ทำได้ดีครับ และมุกตลกน่ารักๆ ก็มียิงมาประปราย ดูแล้วพอได้หัวเราะยิ้มๆได้เรื่อยๆ

ช่วงกลาง ดูเหมือนว่าหนังจะค่อนข้างชัดเจนในด้านการเล่าเรื่องที่เน้นไปในเรื่องของความรัก ความเหงา การใช้ชีวิตที่ยากลำบาก กำลังใจ การต่อสู้ แต่เน้นไปที่ตัวของครูสองกับครูแอนในมุมของครูสองเป็นหลัก… หนังก็ดำเนินเรื่องไปได้ดีเลยครับ ยิ่งบวกกับความน่ารักของเด็กๆ ก็ยิ่งดูได้เพลิน จนพอหนังไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ (ผมมองว่ามันละครทีวีไปนะครับ โบราณมากพล็อตแบบนี้) หนังก็พาเราไปมองเห็นมุมของครูแอนบ้าง ช่วงนี้เริ่มรู้สึกได้ว่า หนัง “พยายาม” โรแมนติก เป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นความพยายามที่ดีเลย เพราะดูจะได้ผลพอสมควร ช่วงจุดเปลี่ยนอันนั้น ผมขอชื่นชมเทคนิก Long Take ที่นำมาใช้ได้น่าสนใจครับ รวมทั้งการแสดงของพลอยใน Long Take นี้ด้วยที่ไม่หลุดเลย

ช่วงท้าย หนังเข้าสู่ความเป็น “คิดถึงวิทยา” เต็มๆ โดยเล่าว่าความคิดถึงมันแปรเปลี่ยนไปเป็นอะไร แล้วหนังก็หักทิศทางอีกครั้ง จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่า จะทำยังไงหนังถึงจะไปจบแบบ “Feel Good” (หนังแนวนี้ของ GTH ผมไม่เคยกล้าคิดว่า GTH จะไม่ Feel Good) แต่หนังก็ไปได้ในแบบที่ดูเรียบง่ายราบรื่นและสวยงาม แล้วก็จบไปอย่าง Feel Good ตามความประสงค์ ส่วนตัวผมว่าตอนจบมันไปได้พี๊คกว่านี้อีกเยอะ แต่ดูเหมือนหนังต้องการอารมณ์กรุ่นๆ อบอุ่นกึ่งเหงา ดูจบแล้วสบายใจเสียมากกว่า
การแสดง เป็นส่วนที่หาข้อติแทบจะไม่ได้เลยของหนังเรื่องนี้ ทั้งบี้ ทั้งพลอย เวียร์ นักแสดงสมทบ รวมทั้งนักแสดงเด็กทุกคน ทำได้ดีมากๆๆๆ เรียกว่าดูแล้วไม่มีความรู้สึกติดขัดสะดุดสายตาแต่ประการใด

ข้อดี ของหนังเรื่องนี้คือ หนังชัดเจนในเรื่องที่จะเล่า พาคนดูไปในทิศทางที่หนังอยากให้เป็นได้โดยไม่หลุดออกไป ยิ่งถ้ารับสิ่งที่หนังส่งออกมาได้มาก ก็จะยิ่งอิน อิ่ม สบายใจ มีความสุข เรียกว่ายิ้มออกมาจากโรงได้เลย ยิ่งใครคิดถึงหนังสไตล์ GTH ชอบหนังสไตล์ GTH เรื่องนี้มันเป็น GTH แบบสุดโต่งเลยล่ะครับ

ข้อเสีย บอกตรงๆว่าผมไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าข้อเสียได้หรือเปล่า เอาเป็นว่าเป็นข้อสังเกตละกันครับ [Spoil] หนังเรื่องนี้ มีกรอบมากๆครับ กรอบของความเป็นหนังรักโรแมนติก Feel Good และ GTH กรอบเหล่านี้ครอบความกล้าที่จะหลุดออกมาของหนังไว้จนมิด ทั้งที่ประเด็นในหนังมันสามารถสร้าง Conflict ใหญ่โตระดับสะเทือนระบบการศึกษาของสังคมไทยได้เลย แต่หนังข้ามสิ่งเหล่านั้นไป เล่าแค่ที่อยากจะเล่า ปัญหาระดับรากเหง้าของประเทศ เลยกลายเป็นแค่เรื่องปัญหาเล็กๆในความโรแมนติกเท่านั้น ผมมั่นใจว่าถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่ค่าย GTH ทำ ประเด็นเหล่านี้จะกลายเป็นประเด็นใหญ่โตที่ถูกเอามาขยี้ให้เรารู้สึกได้เลยว่าระบบการศึกษาของเรามันแย่แค่ไหน ที่น่าสนใจกว่านั้น แน่ใจว่า “ครู” ที่หนังสื่อมาให้เห็นเป็น “ครู” ที่ควรจะเป็นจริงๆของสังคมไทย อยากให้คิดให้ละเอียดๆนะครับ ถ้าหนังจงใจซ้อนภาพตลบ 2 ชั้นให้คนดูหวนมาคิด ก็ถือว่าดี แต่ผมว่าไม่น่าจะใช่

รีวิวหนัง  สรุป หนังเรื่องนี้ดูง่าย ดูสบาย Feel Good สไตล์ GTH การแสดงดี ภาพสวย อิ่ม อุ่น เหงานิดๆ เพลงเพราะ เหมือนกินอาหารที่อร่อยสวยงามรสชาดดีทุกอย่าง ขาดแค่ความแปลกใหม่ ถ้าใครชอบสไตล์ของ GTH รวมทั้งหนังโรแมนติกดูแล้วสบายใจอินเลิฟ เรื่องนี้สมบูรณ์แบบมากครับ แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังที่หวังว่าจะ “ได้” อะไรมากกว่าที่คาดจากหนังเรื่องนี้ ชอบคิดต่อ ชอบการเจาะลึกเสียดสีสังคม หนังเรื่องนี้จะแตะประเด็นในแบบที่ไม่พยายามให้เราไปสนใจประเด็นเหล่านั้น แต่ถ้าสนใจก็ลองไปดูก็ได้ครับว่า คุณจะคิดมากเหมือนกับผม หรือเห็นอะไรเหมือนกับที่ผมเห็นหรือไม่ เอ..หรือว่าผมบ้าไปเองคนเดียว เฮ้อ สำหรับผม หนังเรื่องนี้เหมือนรถรุ่นใหม่ที่ทำออกมาดีทุกอย่าง สมบรูณ์ ครบครัน แต่ไม่กล้าที่ใส่ Option ใหม่ๆที่ล้ำยุค เพียงเพราะแค่กลัวคนซื้อมองว่าเกินความจำเป็น

คมนิด จี๊ดเลย : บางสิ่งบางอย่างอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตา แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ

Napat’s Rating : (B+) , 8.5 /10

คำเตือน : นี่คือเรตติ้งและความคิดเห็นส่วนตัวหลังชมหนังของผมคนเดียวเท่านั้น ย้ำว่าส่วนตัวนะครับ บางคนเห็นตรง บางคนอาจเห็นต่าง ถือว่าเอามาแลกเปลี่ยนทัศนะกันเฉยๆ โปรดอย่าได้ถือสากับคำวิจารณ์ของผมเลยนะครับ เพราะเป็นเพียงอีกหนึ่งเสียงจากการชมหนังในฐานะคนดูหนังธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

จากใจ..ถึงหนังเรื่องนี้ : จากที่เห็นตัวอย่างในครั้งแรก ต้องกล่าวกันตรงๆว่ายังรู้สึกแปลกๆทะแม่งๆกับสิ่งที่ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่างจีทีเฮชเลือกที่จะนำเสนอมุมมองแบบนี้ออกมา ด้วยที่ว่ามันดูแปลกใหม่กับการเล่นประเด็นเหงาๆ ความรัก ความคิดถึงกับคนที่ไม่เจอกัน โดยมีฉากหลังเป็นโรงเรียนบ้านนอกริมแม่น้ำ ส่วนตัวก็คิดในใจว่ามันจะตลาดพอหรือเปล่า ต่อให้จะมีบี้เดอะสตาร์หรือพลอย เฌอมาลย์มารับบทนำก็เถอะ

แต่เมื่อได้ชมหนังทั้งเรื่องออกมาจากโรงแล้ว ต้องบอกว่ารู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก ด้วยทีแรกก็ไม่คิดว่าจะสามารถหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ ยิ่งในช่วงแรกๆอาจดูเนิบๆ และมีมุขตลกที่ผิดที่ผิดทางสำหรับผม แต่เมื่อเลยจุดนึงของเรื่องออกไป เราเริ่มเข้าใจกลวิธีการนำเสนอของเรื่องราว และเมื่อเราสามารถเข้าถึงตัวละครและหนังได้แล้ว ช่วงกลางเรื่องไปจวบจนถึงท้ายเรื่องจึงดูมีความหมายและทำได้ดีมากในสายตาเรา โดยเฉพาะช่วงก่อนถึงท้ายเรื่องทำเอาน้ำตาคลอได้เลยทีเดียวทั้งๆที่มันอยู่ในอารมณ์ซึ้ง ไม่ถึงกับเศร้าดราม่าจนเกินพอดี

ตัวหนังได้เล่าเรื่องราวถึงชีวิตส่วนตัว ความรัก ความเหงา ความคิดถึง ของตัวละครต่างๆ และในขณะเดียวกันก็ได้เล่าในมุมมองของชีวิตการงาน หน้าที่ และสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้มักจะมาด้วยกันและต้องอาศัยความรักความเข้าใจด้วยจริงๆ จะให้เพียงคิดอย่างเดียวก็คงไม่ถึง เพราะการที่เราจะทำอะไรสักอย่างให้สามารถมีก้าวต่อๆไปนั้น มันต้องลงมือทำอะไรสักอย่างด้วย ต่อให้สิ่งที่เราทำนั้นจะดูเล็กน้อยเหมือนแค่เพียงจดหรือเขียนอะไรลงไปในกระดาษ แต่ใครจะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันอาจมีคุณค่ามากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตหรือเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดให้กับคนอีกคนหนึ่งก็ได้

มีประโยคนึงที่กล่าวในเรื่องและเหมือนจะหลุดออกมาอยู่ในตัวอย่างมานิดๆที่ว่า “ผมรู้สึกเหมือนอกหัก และเหมือนกับเสียเพือนที่สนิทที่สุดไปพร้อมๆกัน” บางครั้งมันก็ลำบากนะ เวลาที่เราใฝ่ฝัน วาดความหวังอะไรสักอย่างขึ้นมา ต่อให้มันจะดูลมๆแล้งๆแค่ไหน มันก้ยังมีค่าเสมอ แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับความจริง เราจะทำอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกับมันได้ ทำอย่างไรที่จะต้องเลือกที่จะรับผิดชอบชีวิตของเรา รับผิดชอบหัวใจของเราและนำมันไปให้กับคนที่ดูแลเราได้ถูกคน โดยที่จะต้องก้าวผ่านความเหงา ความอ้างว้าง และความเดียวดายให้ได้

“เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราสัมผัสอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตา แต่ต้องรับรู้มันด้วยใจ” และถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถรับรู้และมีจุดเชื่อมร่วมกันได้ ไม่แปลกเลยที่จะก่อให้เกิดบางสิ่งที่เรียกว่า “ความรักความผูกพัน” ขึ้นมาโดยที่เราอาจจะยังไม่ทันได้รู้จักกันเลยก็ได้

ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องความรักหนังยังได้พูดถึงมุมมองความเป็นครูที่สะท้อนให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจของความเป็นครูอย่างแท้จริง มันจะดีและมีความสุขแค่ไหน หากสิ่งที่เราทำสามารถเปลี่ยนชีวิตหรืออย่างน้อยก็ทำให้เขาไปถึงฝั่งฝันที่ต้องการได้ หนังได้เล่าถึงความอดทนและหน้าที่ที่ครูต้องรับผิดชอบมากกว่าแค่การให้ความรู้ แต่คือการให้ความรัก ความเข้าใจ และการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งนี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เด็กๆที่กำลังเติบใหญ่เป็นอนาคตของชาติต้องการไม่น้อยไปกว่าความรู้ในตำราเรียนเพียงอย่างเดียว

ในแง่ของนักแสดงทั้งบี้ และพลอย เฌอมาลย์ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีและมีเอกลักษณ์ประจำตัวไม่น้อยหน้ากัน และยังมีเด็กๆโรงเรียนบ้านแก่งวิทยาที่มาแย่งซีนขโมยซีนอย่างน่ารักสุดๆ

ในแง่การเล่าเรื่องและเทคนิคการถ่ายทำต้องขอชื่นชมว่าสามารถทำให้หนังที่ดูเรียบง่ายแบบนี้ เล่าออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงและมีกลวิธีในการนำเสนอ ส่วนตัวประทับใจเป็นพิเศษสองฉากที่มีกระบวนการถ่ายทำมาช่วยทำให้สมจริงและส่งให้หนังดูเจ๋งไปอีกก้าวนึงคือฉากพายุ ที่สมจริงมาก และฉากง้อลองเทคช่วงกลางเรื่อง ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงและค่อนข้างลองของพอสมควร ต้องนับถือใจจีทีเฮชที่กล้านำเสนอฉากแบบนี้ออกมาให้หนังไม่ดูง่ายๆและซ้ำซากคลีเช่จนเกินไป ส่วนในแง่ของการเล่าเรื่อง ผมไม่ค่อยได้เห็นหนังที่กล้าเล่าแบบนี้มาก่อน คือการเล่าเรื่องของตัวละครที่ไม่รู้จักกันอยู่คนละเหตุการณ์คนละวันเวลาแต่ดำเนินไปเสมือนกับอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาเดียวกัน ถือว่าเป็นรสชาติใหม่ที่แปลกๆจนผมรู้สึกว่าหนังมันดูเพี้ยนๆไปในช่วงแรก แต่พอจูนติดเลยรู้สึกว่ามันเข้าใจทำและกล้านำเสนอมาก สั้นๆว่าชอบครับ ผ่านๆๆ

สิ่งที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษตั้งแต่ก่อนได้ดูหนังคือเรื่องเพลง และดนตรีประกอบเรื่องนี้ ต้องให้ 10 เต็มจริงๆ เพราะมันช่างละมุนกลมกล่อมและมีธีมที่น่าจดจำอย่างชัดเจน แถมดนตรีนี้ยังมีเนื้อร้องเพราะๆจากวง25Hoursในชื่อเพลงว่า”ไม่ต่างกัน”อีกต่างหาก การใช้ดนตรีในหนังเรื่องนี้สามารถมาได้ถูกจังหวะถูกเวลามากและสามารถส่งให้หนังดูซึ้งและอิ่มเอมไปอีกเมื่อดูจบจนอยากกลับไปดูใหม่ให้หายคิดถึงอีกครั้งเลยทีเดียว

กระนั้นหนังก็มีข้อติข้อบกพร่องกันบ้าง ด้วยที่ว่ามันเป็นการเล่าเรื่องในมุมมองใหม่แนวใหม่ บางอย่างอาจดูประดักประเดิดไปนิด หรือมุขตลกที่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ในบางฉาก รวมถึงจังหวะหนังที่ช่วงแรกมาเนิบไปนิด และช่วงท้ายก็ดูยืดไปหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพรวมของหนังก็จัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าชื่นชมเลยทีเดียว สมกับเป็นผู้กำกับแฟนฉัน และ Seasons change เลย แม้เรื่องนี้ผมจะชอบน้อยกว่าซีซั่นเช้นจ์ แต่ก็คิดว่าดีกว่าหนีตามกาลิเลโออยู่มากพอสมควร

และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจกับจีทีเฮชรอบนี้นอกจากตัวหนังที่ผมชอบและหลงรักได้แล้ว ผมยังต้องชมความกล้าใช้ลูกบ้ามากขึ้นที่จะแหวกแนวและขนบสูตรสำเร็จเดิมๆออกไป แม้ว่ามันจะมีความเป็นฟีลกู้ดอยู่ แต่ก็สามารถเห็นได้ว่ารอบนี้จีทีเฮชได้เดินหน้าไปอีกก้าว ไม่หยุดอยุ่กับที่ กล้าเสี่ยง กล้าลองในสิ่งที่ไม่รู้ว่าผลตอบรับจะออกมาเป็นเช่นไร ต้องขอขอบคุณที่กล้านำเสนอมันออกมา และขอเป็นกำลังใจให้ผลิตผลงานดีๆสู่วงการหนังไทยต่อไปนะครับ ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง จากภาพยนตร์สู้ซีรีส์ หนังดีที่คุณห้ามพลาดเด็ดขาด

รีวิวซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง จากภาพยนตร์สู้ซีรีส์ หนังดีที่คุณห้ามพลาดเด็ดขาด

รีวิวซีรีส์ สรุป

โครงเรื่องจะเป็นของเดิมเกือบทั้งหมด (80%) แต่การใส่ดีเทลใหม่ๆ เข้าไปเติมเต็มเรื่องเดิมที่แทบสมบูรณ์แบบอยู่แล้วก็ทำให้เวอร์ชั่นซีรีส์นี้ดีในแง่มุมของการถ่ายทอดอารมณ์ความรัก ที่เวอร์ชั่นภาพยนตร์พยายามจะทำแล้วแต่ทำไม่ได้ถึงที่สุด และก็ต้องบอกว่า 4 นักแสดงนำใหม่ในเรื่องมีดีไม่แพ้เวอร์ชั่นเดิมเลยครับ แต่ว่าความเข้มข้นช่วงหลังดูแผ่วลงเพราะเลือกเดินตามแบบภาพยนตร์มากเกินไป ซึ่งคนที่ดูมาหนังมาก่อนแล้วรู้สึกว่าไม่ได้อะไรใหม่จากซีรีส์สักเท่าไหร่ แถมยังทำช่วงฉากจบต่อจากต้นฉบับเพิ่ม ซึ่งกลายเป็นบทอ่อนลงยวบยาบ แถมไม่สมเหตุผลจนน่าหงุดหงิดหลายอย่าง ก่อนที่จะจบแบบทำลายความดีงามของต้นฉบับไปหมดเลย

จุดเด่น

พาร์ทความรักที่โดดเด่นชัดเจนขึ้นตั้งแต่ตอนแรก
ลินคนใหม่ที่ไม่ซ้ำรอยภาพยนตร์ มีมิติมากขึ้น น่ารักกว่ามากด้วย
บทเกรซลึกขึ้นเด่นขึ้นจนเหมือนนางเอกสมทบคู่กับลิน
ซีนการโกงมีให้ลุ้นตลอดช่วงการเรียนมากกว่าเดิม
ตีแผ่การโกงของผู้ใหญ่ในวงการศึกษามากขึ้น

จุดด้อย

ในบางช่วงการโกงที่ยังมีช่องโหว่ให้จับผิดดูมีพิรุธมากจนไม่น่าเชื่อถือว่าทำได้จริง
บางซีนตั้งใจยืดทิ้งอารมณ์กินเวลานานไปจนดูเนือยๆ ปนอยู่บ้าง (แม้เรื่องจะกระชับเล่าเร็วแบบภาพยนตร์)
เดินเรื่องตามรอยภาพยนตร์แทบทั้งหมด จนไปถึงหลัง EP9 ไปถึงค่อยมีเนื้อเรื่องที่ใหม่จริงๆ
บทของ ผอ.ที่มีรายละเอียดมากขึ้น แต่ไม่ได้มีบทเรียนอะไรให้กับตัวละครนี้ไว้เลย
ฉากจบสุดท้ายปิดเรื่องแบบใหม่ที่ดูยัดเยียดมุมมองโลกสวยให้คนดูแบบไม่เข้าท่าเอามากๆ

ซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง (BAD GENIUS THE SERIES) เป็นการต่อยอดจากหนังดังมาเป็นฉบับซีรีส์ที่ยังคงเส้นเรื่อง โครงเรื่อง บทพูดหลายๆ อย่างมาจากของเดิม แต่ใส่ดีเทลรายละเอียดลึกขึ้น พร้อมกับนักแสดงชุดใหม่ทั้งเรื่อง และเปลี่ยนฉากจบใหม่ สามารถดูได้ผ่านทาง WeTV และต้นตุลาคมทาง Netflix

รีวิวจากการรับชม 12 ตอนจบ

โครงเรื่องยังใช้ชื่อตัวละครเดิมทั้งหมด โดยมีลิน (จูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน) เด็กอัจฉริยะที่โกงเพื่อแก้แค้นโรงเรียน หวังเอาคืนค่าแป๊ะเจี๊ยะ ที่พ่อ (แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง) จ่ายให้กับผอ. (อุ๋ม-อาภาศิริ จันทรัศมี), แบงค์ (เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน) เด็กเนิร์ดที่กตัญญูต่อแม่ (นก-รัชนก แสงชูโต) แต่ต้องโกงเพราะฐานะทางบ้านจน แม่ต้องหาเงินมารักษาตัว, พัฒน์ (ไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต) ลูกเศรษฐีที่โกงเพราะความกดดันจากครอบครัวที่มีพ่อ (วิลลี่ แมคอินทอช) เป็นจอมบงการ และ เกรซ (นาน่า-ศวรรยา ไพศาลพยัคฆ์) เด็กสาวที่ยากจะคาดเดาเหตุผล ว่าเธอโกงเพราะคล้อยตามเพื่อน เพื่อคนที่เธอรัก หรือเพื่อตัวเองกันแน่

ทำไมถึงต้องดูเวอร์ชั่นนี้ในเมื่อเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็สมบูรณ์แทบไร้ที่ติอยู่แล้ว นี่น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนคิดก่อนดู และกลัวใจว่าพอมาเป็นซีรีส์เปลี่ยนนักแสดงใหม่หมดด้วย ไม่พ้นที่ต้องถูกนำมาเปรียบเทียบกับต้นฉบับในแง่ต่างๆ ซึ่งต้องขอบอกเลยว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนภาพยนตร์มาก่อน หรือไม่เคยดูเวอร์ชั่นนั้นมาเลย นี่ก็เป็นซีรีส์ไทยที่มีคุณภาพสูงมากแม้แพ้ภาพยนตร์ และยังช่วยเติมเต็มหลายๆ อย่างให้คนดูภาพยนตร์ได้อิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ตัวเรื่องแทบจะเดินไปด้วยเส้นเรื่องเดิมทั้งหมด แต่สิ่งที่ซีรีส์ขยายเพิ่มมาชัดเจนเลยคือเรื่อง “ความรัก” ของทุกคู่ หลายคนอาจจะยี้ไปก่อนว่าพอเป็นซีรีส์วัยรุ่นเลยยัดตรงนี้เข้ามา ซึ่งก็ใช่ มันเป็นจุดที่ขายแฟนๆ ได้ แต่ว่าตัวเรื่องก็ใส่มาแบบมีเหตุผลสอดคล้องไปกับบทที่ตามรอยภาพยนตร์ และเราก็จะเห็นว่าในภาพยนตร์เองก็พยายามจะใส่เรื่องความรักของลินกับแบงค์เข้ามาในช่วงหลังเหมือนกัน เพียงแต่เวลาในการเล่าไม่มีก็เลยได้เป็นแค่ความรู้สึกจางๆ ที่เอาจริงๆ มันก็พอเหมาะพอดีกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่มีข้อจำกัดด้านเวลา

แต่พอมาเป็นซีรีส์จุดนี้คือเพิ่มเข้ามาเด่นชัดตั้งแต่ตอนแรกที่ลินกับแบงค์เจอกันในแบบใหม่ โดยใส่ความประทับใจของลินที่มีต่อแบงค์มาเป็นแบบความรู้สึกดีๆ แรกพบเมื่อแบงค์ช่วยเด็กน้อยที่ถูกแกล้งด้วยความอ่อนโยน และก็ทำให้ลินได้รู้ว่าแบงค์เป็นคนยังไงตั้งแต่แรกพบ ในขณะเดียวกันก็เปิดตัวว่าเป็นคู่แข่งทางการเรียนชิงทุนเหมือนในภาพยนตร์ โดยที่แบงค์ประกาศเลยว่าจะไม่เป็นเพื่อนกับลินตั้งแต่แรก ทำให้มีดราม่าความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีไปพร้อมกัน คนดูเองจะได้เห็นแง่มุมของลินที่โกงแบบตั้งใจไม่ให้ใครเดือดร้อน แต่กลับไปกระทบเข้ากับแบงค์ที่ไม่รู้เรื่องราวการโกงของลินเลย จนกลายเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจ กลับกันแบงค์เองที่เริ่มรู้สึกดีๆ กับลินกลับกลายเป็นต้องชั่งใจระหว่างความถูกต้องที่เขายึดถือกับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับเพื่อน+คู่แข่งคนนี้ และดราม่าของสองคนนี้คือจุดเปลี่ยนที่ใหญ่สุด และผูกพันต่อเนื่องไปจนถึงตอนจบ ซึ่งถ้าใครชอบอารมณ์ในหนังที่มีเบาๆ ก็จะได้ส่วนความรักของคู่นี้มาเติมเต็มได้อิ่มอย่างแน่นอน

นอกจากนี้การแสดงของจูเน่ในบทลินแบบใหม่ที่มีน้ำตากับความรักมากขึ้น รวมถึงการเก็บกดหลายอย่างไว้ภายใต้หน้าตาที่น่ารัก แต่ให้เห็นผ่านทางการแสดงสีหน้าที่แสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนไม่คิดว่าลินในเวอร์ชั่นนี้ด้อยกว่าลินในภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย อาจจะยากกว่าเสียด้วยซ้ำในเมื่อมีเรื่องความรักแบบจริงจังเข้ามาผสมกับการตัดสินใจหลายๆ อย่างที่ลินเวอร์ชั่นนี้ต้องกระอักกระอ่วนใจมากขึ้นเมื่อความรู้สึกกับแบงค์คือจุดอ่อนที่ลินปกปิดไว้ในเวอร์ชั่นนี้ แบงค์เองบทจะคล้ายๆ ของเดิมแต่ดูเด็กขึ้น และก็ต้องมีมุมที่ภาพยนอกดูแข็งกร้าว แต่ภายในอ่อนโยนเพิ่มมาให้กับแม่และลิน ก็ถือว่าผ่านเลยกับการแสดงครั้งแรกของ จินเจษฎ์ วรรธนะสิน และบทแบงค์ในซีรีส์ก็สานต่อความดาร์คมากขึ้นจากตอนจบของภาพยนตร์ที่ค้างไว้

คู่ของพัฒน์กับเกรซในภาพยนตร์เราได้เห็นหลายๆ อย่างไปแล้วตามประสาลูกคนรวยเปย์แฟน พัฒน์ยังคงเหมือนเดิม แต่ร้ายขึ้น กร้านโลกขึ้น มีแง่มุมความรักที่ดูจริงใจให้กับเกรซลึกมากขึ้น เรื่องการอดทนรอมี SEX กับเกรซ รวมถึงการพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้เกรซประทับใจเพื่อรักษาความรักไว้ แต่สิ่งที่ซีรีส์หยิบมาขยายเพิ่มคือตัวละคร “เกรซ” ที่มีมิติลึกขึ้นมากกว่าสาวที่ดูไร้สมองสวยไปวันๆ แบบในหนัง ในซีรีส์ก็ยังใช้ภาพลักษณ์นั้นอยู่ และตัวนักแสดงก็มีเค้าโครงหน้าแบบเดิมพิมพ์เดียวกัน จนเหมือนเห็นการซ้อนทับกันกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์อยู่ตลอดเวลา แต่เกรซเวอร์ชั่นนี้ได้เล่นอะไรหลายอย่างที่แตกต่างไปมาก อย่างความฝันอยากเป็นนักแสดงละครเวทีโรงเรียน ที่ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายอย่างแบบที่คนดูก็ต้องรู้สึกรังเกียจ เห็นใจ หดหู่สะเทือนอารมณ์ไปกับการตัดสินใจของเกรซในบทนี้มาก และบทนี้ยังมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าเดิม ซึ่งตัวเรื่องก็หยิบความสามารถการเป็นนักแสดงของเธอตามบทมาผูกกับเรื่องได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นตัวละครที่คาดเดายาก มีความผันแปรทางอารมณ์สูงที่สุดในกลุ่มตัวละครหลักทั้ง 4 คน และก็ยังทำให้เกรซในเวอร์ชั่นนี้ดูเด่นขึ้นจนเหมือนเป็นนางเอกสมทบคู่ไปกับลินได้เลย ไม่ใช่แค่บทสมทบแบบในภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว

นอกจากพาร์ทเรื่องความรักที่โดดเด่นขึ้นมากที่สุดแล้ว ในเรื่องยังใส่เรื่องโกงการศึกษาในรูปแบบอื่นไว้เพิ่มเติมหลายอย่าง ตั้งแต่ตอนแรกก็เป็นเรื่องครูในโรงเรียนเปิดสอนพิเศษที่แลกมาด้วยคำตอบล่วงหน้าให้นักเรียนที่มีตังจ่ายเงินเรียน โดยที่มองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ครูที่ไหนๆ ก็ทำกัน เรื่องราวของแป๊ะเจี๊ยะแบบในภาพยนตร์ แต่ขยายความเพิ่มอีกนิดหน่อย แล้วก็มีเรื่องทุนการศึกษากับเด็กเส้น ก่อนที่จะไปถึงธุรกิจ “สอบแทน” ที่ได้นักแสดงอย่าง นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (ดากานดาในเพื่อนสนิท) มารับบทติวเตอร์ที่เฟ้นหาคนมาร่วมงานผ่านธุรกิจกวดวิชาบังหน้า แต่บทที่ออกมากลับน้อยนิดจนไม่ได้เห็นการแสดงอะไรที่น่าจดจำของเรื่องเลย

ในช่วงท้ายเรื่องบทของแม่ลินจะมีเพิ่มเข้ามา เพื่อขยายความที่ว่าทำไมลินถึงอยู่กับพ่อ และแม่หายไปไหน แต่มีเข้ามาสั้นๆ แค่ช่วยเติมเต็มให้ลินดูมีพื้นฐานครอบครัวแตกแยกจากพ่อแม่แยกทางกันด้วยเรื่องการไปเรียนต่อในสมัยอดีตจนมาถึงรุ่นลูกอย่างลิน ที่เป็นปมให้ลินตัดสินใจวกกลับเข้ามาโกงการสอบเพื่อหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศอีกครั้ง

ตัวซีรีส์มีการเปลี่ยนทริกการโกงแบบใหม่ โดยที่ยังเอาของเดิมมาบอกเล่าก่อนปรับปรุงให้ดีขึ้น และก็เพิ่มช่วงเวลาโกงแบบลุ้นเหงื่อแตกให้เห็นมากขึ้น แต่ว่าก็อาจจะไม่ได้ทำจุดนี้ได้เนียนนักเหมือนภาพยนตร์ที่ดูๆ ไปก็มีช่องโหว่ให้คิดว่าเป็นจริงได้แค่ไหนเหมือนกัน ในซีรีส์อาจจะดูมีช่องโหว่พิรุธให้เห็นเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ แต่ถ้าไม่ติดใจอะไรก็มองข้ามไปได้อยู่ เพราะตัวสาระของเรื่องอยู่ที่อารมณ์กดดันลุ้นระทึกที่ตัวเรื่องยังคงทำไว้ได้ดีเช่นเดิมไม่เปลี่ยน

สปอยล์ฉากจบแบบใหม่
ตัวเรื่องทำช่วงโกง GAT/PAT ในไทยเพิ่มขึ้น แต่เรื่องก็วางไว้แบบหลวมๆ ให้ทำไม่สำเร็จ ก่อนที่จะกลับไปจบแบบในภาพยนตร์ที่ลินออกมาสารภาพยอมรับผิดและเปิดโปงขบวนการโกงของแบงค์ แล้วฉากก็ตัดไปที่การรับโทษของแต่ละคนซึ่งก็เบาๆ ยกเว้นแบงค์ที่ต้องเข้าไปในสถานพินิจเยาวชน 1 ปี ในระหว่างนั้นลินก็มาเยี่ยมแบงค์และขอโทษที่ทำให้แบงค์ติดคุก ก่อนที่จะชวนแบงค์มาร่วมทีมใหม่ ด้วยการเล่นตามกติกาหวังเข้าไปในกระทรวงศึกษาแก้ไขระบบจากตรงนั้นโดยตรง ด้วยการเป็นรัฐมนตรีการศึกษาหรือถึงขั้นเป็นนายกไปเลย

รีวิวซีรีส์ หนังได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง
เบื้องหลังก่อนมาเป็น “ฉลาดเกมส์โกง” ที่ทำเอาผู้ชมตื่นเต้นไปในทุกจังหวะนั้น เกิดจากโปรเจกต์ที่พี่เก้ง–จิระ ส่งต่อให้กับ ‘บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ’ (ผู้กำกับสุดหล่อ) โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ใช้ความต่างเวลาในการโกงข้อสอบระดับโลก (ไม่ใช่เด็กไทยนะ) จนเป็นเรื่องราวที่โด่งดังขึ้นมาช่วงหนึ่ง
และเมื่อได้โจทย์มา พี่บาสก็เอามาปรับให้เข้ากับสภาพสังคมแบบไทยๆ จนออกมาเข้มข้นและรับประกันว่าใครดูก็ต้องชอบ

ไม่ใช่แค่โกงข้อสอบ แต่มันพูดถึงการโกงที่เกิดในสังคม
“ประเด็นใหญ่ๆ มันคือเรื่องการโกงในสังคมปัจจุบัน ประเด็นที่โขลกลงมาในหนังก็คือ มันพูดถึงเด็กวัยรุ่น ซึ่งสนามแห่งการโกงของเด็กวัยรุ่นมันไปไหนได้ไม่ไกลเท่าไหร่นอกจากโรงเรียน ก็เลยหยิบยกเรื่องการโกงข้อสอบมาเป็นประเด็นหลักของหนัง” บทสัมภาษณ์ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับหนังเรื่อง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ จากนิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 118 ประจำเดือน เมษายน 2560
จากที่ได้ชมนั้นจะรู้ได้เลยว่าทุกฉากทุกตอน มันสะท้อนอะไรที่ไปไกลกว่าห้องสอบ จะว่าง่ายๆ ก็คือมันการพูดถึงทัศนคติของคนโกงมากกว่าการโกง เลยยิ่งน่ากลัวเพราะคนที่มีความคิดว่า ‘การโกงไม่ผิดหรอก’ วันหนึ่งเขาก็จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดแบบเดิม แล้วสังคมเราจะต้องมีคนที่มีชุดความคิดแบบนี้เยอะแค่ไหนกันเชียวล่ะ ?

คำถามข้อที่ 1 : จงอธิบายเนื้อเรื่องย่อของ ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ โดยสังเขป
จากจุดเริ่มต้นการโกงข้อสอบในห้องเรียน.. จะลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นการโจรกรรมข้อสอบระดับประเทศ พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่แค่นักเรียนมัธยม แต่คือตัวแทนที่สะท้อนการโกงในทุกระดับชั้นของสังคมไทย จากภาพยนตร์ปรากฏการณ์ ฉลาดเกมส์โกง สู่ละคร ฉลาดเกมส์โกง ที่จะพาคุณไปไกลกว่าเดิม ด้วยเรื่องราว ตัวละคร และบทสรุป ที่ใหญ่กว่า ใหม่กว่า และท้าทายยิ่งกว่า!

คำถามข้อที่ 2 : จากภาพยนตร์ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ กลายมาเป็น ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ ได้อย่างไร จงอธิบาย
หลังจากที่ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ (Bad Genius) เวอร์ชันภาพยนตร์ที่กำกับโดย นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ที่ออกฉายในปี 2560 สามารถกวาดเสียงตอบรับชื่นชมท่วมท้น กวาดรายได้ไปกว่า 113 ล้านบาทในประเทศไทย แถมยังออกไปโกยรายได้ในอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก มาในปีนี้ GDH จึงได้เริ่มพัฒนาหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในรูปแบบของซีรีส์ และเปลี่ยนนักแสดงใหม่ทั้งหมด ในชื่อ ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ (Bad Genius The Series) โดยครั้งนี้ ทาง GDH ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิงเจ้าใหญ่ของจีนอย่าง WeTV ที่จะฉายซีรีส์นี้ในรูปแบบ Simulcast ให้คนไทยและคนจีนกว่าพันล้านคนได้ชมไปพร้อม ๆ กัน

คำถามข้อที่ 3 : ภาพรวมของซีรีส์เรื่องนี้ เหมือนหรือแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์อย่างไร จงอภิปรายให้ได้ใจความโดยละเอียด
แม้ว่าโดยรวมของซีรีส์เรื่องนี้ จะมีภาพรวมที่ชวนให้คิดไปว่าจะดึงเอากลิ่นอายเดิมจากในหนังมาชัดเจน และให้หมายรวมไปถึงพล็อตที่เน้นหนักในเรื่องของการเปิดโปง ตีแผ่เรื่องราวดราม่าในโรงเรียน ทั้งเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางการศึกษาที่มีไม่เท่ากัน รวมไปถึงประเด็นดาร์กโลกแตกอย่างเรื่องของการเรียกแป๊ะเจี๊ยะ การที่ครูหารายได้เสริมด้วยการติวพิเศษแล้วแอบเอาข้อสอบมาเฉลยก่อน อันนำไปสู่สาเหตุของการ “โกง” ตั้งแต่การโกงข้อสอบเล็ก ๆ ในโรงเรียน จนถึงการโกงข้อสอบระดับโลก

แต่สิ่งที่ในซีรีส์สามารถทำให้ต่างออกไปได้อย่างชัดเจนมาก ๆ คือการเพิ่มเรื่องราวตีแผ่ประเด็นต่าง ๆ ที่ตัวละครแต่ละตัวต้องเจอ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นการสะท้อนเรื่องราวของสังคมไทยแทบทั้งนั้น ทั้งเรื่องของความหวังในการใช้การศึกษาเพื่อที่จะเปลี่ยนฐานะและสถานะทางสังคม การทำตาม Passion ของเด็กวัยรุ่น ม.ปลาย ที่แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน แต่กลับต้องถูกวัดผลความสามารถด้วยคะแนนการสอบ การมี Conflict of Interest (ผลประโยชน์ทับซ้อน) ในโรงเรียน รวมถึงเรื่องของประเด็นปัญหาเรื้อรังในสังคมในหลาย ๆ จุดที่แก้ไม่หายด้วย

คำถามข้อที่ 4 : ตามคำที่กล่าวไว้ว่า ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ EP.1 – EP.2 นั้นมีภาพรวม พล็อต ตัวละคร และกลิ่นอายต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงไปในทางเดียวกับเวอร์ชันภาพยนตร์ ผู้เรียนเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร จงอภิปรายและยกตัวอย่าง
ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตามเหตุผลต่อไปนี้

เห็นด้วย แน่นอนว่า ในหนัง เรื่องราวของการ “โกง” นั้นถือว่าเป็น Theme ใหญ่ที่ครอบคลุมตัวหนังไว้อยู่ ซึ่งแม้ว่าตัวหนังจะเล่าเรื่องของการออกแบบกลไกการโกงของครูพี่ลินและพรรคพวก แต่สิ่งที่ในหนังพยายามจะเล่าต่อออกมานั่นก็คือ เรื่องของการ “โกง” แม้ว่าการโกงของลินนั้นเป็นสิ่งผิด แต่การที่ลินต้องยอมโกง ก็ทำอยู่ภายใต้เหตุผลของการ “โกงล้างโกง” อีกทีหนึ่ง ซึ่งนั่นก็หนักแน่นพอที่จะทำให้เราเอาใจช่วยลินในการโกงข้อสอบไปโดยปริยาย

รวมถึงเรื่องของการออกแบบเนื้อเรื่อง และโจทย์ของการโกงในรูปแบบต่าง ๆ ให้ “ฉลาด” สมกับชื่อหนัง มีความสนุก ตื่นเต้น พลิกล็อกอยู่ตลอดทั้งเรื่องจนแทบจะเดาทางหนังไม่ถูก อีกทั้งยังสามารถคุม Mood & Tone ของหนังให้ออกมาเหมาะสม ซึ่งนี่คือสิ่งที่หนัง และในซีรีส์สามารถทำได้อย่างสำเร็จสวยงามในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ส่วนที่ไม่เห็นด้วยเพราะ สิ่งที่ซีรีส์กำลังจะทำ คือการแผ้วทาง “ทางเลือกใหม่ ๆ ” ในการเล่าเรื่องนี้ให้ต่างจากความเป็นหนังอยู่พอสมควรเหมือนกัน แม้ว่าพล็อตโดยรวมของ 2 อีพีแรก จะมีทิศทางคล้าย ๆ กับเนื้อหาในช่วงครึ่งแรกในหนัง แต่สิ่งที่ในซีรีส์เติมต่อมาจากหนังนั่นก็คือเรื่องของการพยายามอุดรูรั่วต่าง ๆ ในหนัง เช่นการออกแบบการโกงข้อสอบด้วยตัวโน้ตเปียโน ซึ่งในซีรีส์ก็มีการปรับแต่ง “อะไรบางอย่าง” ทำให้ตัวซีรีส์ในอีพี 1-2 มีความแตกต่างจากเนื้อหาครึ่งแรกของหนังอย่างน่าสนใจ ดูหนัง

รีวิว อ้ายคนหล่อลวง : กลมกล่อมไปกับงาน “ตุ๋น” ทั้งฮาทั้งสนุก ดูได้ที่นี่

รีวิว อ้ายคนหล่อลวง : กลมกล่อมไปกับงาน “ตุ๋น” ทั้งฮาทั้งสนุก ดูได้ที่นี่

อ้ายคนหล่อลวง : กลมกล่อมไปกับงาน "ตุ๋น" ของคนตัวเล็ก ๆ

รีวิว อ้ายคนหล่อลวง หากจะมีหนังไทยสักเรื่องที่เข้าไปอยู่ในใจคนดู หนัง ภาพยนตร์ “อ้ายคนหล่อลวง” จากค่าย GDH อาจคว้าตำแหน่งนั้นได้ไม่ยาก เพราะเป็นหนังที่เหมาะกับรสนิยมคนไทยอยู่หลายองค์ประกอบ ทั้งพล็อตของความเป็นหนังปล้น มุกตลกที่ใส่ไม่ยั้ง และความกุ๊กกิ๊กนิดหน่อย เมื่อผสานกับเคมีของนักแสดงอย่าง ณเดชน์ และใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ยิ่งทำให้หนัง ภาพยนตร์ “อ้ายคนหล่อลวง” กลายเป็นหนังที่กลมกล่อมและดูได้อย่างบันเทิงไม่น้อย

หนัง ภาพยนตร์ “อ้ายคนหล่อลวง” เล่าเรื่องราวของอินา สาวอีสานพนักงานเล็กๆของบริษัทสินเชื่อ ที่ต้องการหลอกเงินคืนจากแฟนเก่าที่เด็กกว่า คือ เพชร (แบงค์ ธิติ) ผู้เอาไปทั้งหัวใจและเงินจำนวนกว่าห้าแสน ที่อินาต้องทำงานงกๆใช้หนี้อีกหลายปี โดยเธอร่วมมือกับทาวเวอร์ (ณเดชน์) นักต้มตุ๋นมืออาชีพ ในการวางแผนให้ ครูนงนุช (แหม่ม คัทลียา) แกล้งปลอมตัวเป็นเศรษฐินีไปล่อให้เพชรอยากจับมาปอกลอก โดยได้ความช่วยเหลือจาก โจร (เผือก พงศธร) นักตุ๋นรุ่นพี่ ที่มาปลอมเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งเพื่อให้แผนแนบเนียนมากขึ้น ในระหว่างดำเนินแผน ทาวเวอร์ และ อินา ก็ได้รู้สึกถึงสายใยบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนไป

หนัง อ้ายคนหล่อลวง : พล็อตตลกคอเมดี้ ยิงมุกไม่ยั้ง
ด้วยความที่หนัง ภาพยนตร์ “อ้ายคนหล่อลวง” เป็นหนังโรแมนติก คอเมดี้ อารมณ์ดี เราคาดหวังจาก GDH ได้เลยว่าหนังจะออกมาเป็นโทนที่เบาสมอง ผ่อนคลาย และทำให้คนดูได้หัวเราะออกมาดัง ๆ หลายฉาก ไม่ว่าจะเป็นมุกเกี่ยวกับความเป็นนักต้มตุ๋นที่ดูเนี้ยบตลอดของพระเอก ที่เมื่อเจอเหตุการณ์ให้ต้องซิ่งรถเฟอร์รารีก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก หรือมุกที่เล่นกับคำพูด ท่าทางตัวละคร หากจะยกให้ใครเป็นดาวตลกประจำเรื่องคงต้องยกให้ตัวละคร โจร ของเผือก พงศธร กับฉากแกล้งคุยโทรศัพท์ในตำนาน และอีกคนคือ แซมซั่น (เต๋อ ฉันทวิชช์) กับมุกเกี่ยวกับร่างกาย ซึ่งแม้จะดูเกินไปหน่อยในหลายฉาก แต่ก็กลายเป็นภาพจำหนึ่งของหนัง

หนัง อ้ายคนหล่อลวง : โลกนี้ช่างโหดร้าย
ในหนัง ภาพยนตร์ “อ้ายคนหล่อลวง” อินา ตัวละครนางเอก จะต้องได้รับบททดสอบเกี่ยวกับการเชื่อใจคนซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเธอถูกแฟนเก่าอย่างเพชรหลอกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ เธอกลับเลือกที่จะเชื่อใจนักต้มตุ๋นอย่างทาวเวอร์ แต่อินาก็เป็นตัวละครที่โดนแล้วเข็ด เธอจึงสามารถซ้อนแผนของตัวเองได้อย่างแนบเนียน และทำให้จุดพลิกล็อคของหนังมีความน่าลุ้น น่าติดตาม ซึ่งหนังก็ทำมาได้อย่างลงตัวดีโดยคนดูไม่รู้สึกเอะใจ

ด้วยความที่เป็นหนังเกี่ยวกับการต้มตุ๋นหลอกลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด หนังก็ไม่ได้เห็นด้วยไปกับทุกสิ่งที่ตัวละครทำทั้งหมด ซึ่งคนดูก็ สามารถคิด ได้เองว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกของหนัง แต่หากเป็นโลกแห่งความเป็นจริง คนดูย่อมจะต้องเข้าข้างเหยื่อมากกว่า หนังก็ได้ใส่ส่วนที่สอนในเรื่องนี้อยู่ในที และทำให้ ชะตาชีวิต ของทาวเวอร์ ในตอนท้ายของหนังเปลี่ยนแปลงไป โดยที่เขา ได้บางสิ่ง เป็นการตอบแทน จากการเลือก เปลี่ยนชีวิต ตนเองจากเส้นทางของนักต้มตุ๋น

หนัง อ้ายคนหล่อลวง : ซีนอารมณ์ดราม่านิด ๆ ให้ตนดูอินกับตัวละคร
หนัง ภาพยนตร์ “อ้ายคนหล่อลวง” ได้ใส่ ซีนอารมณ์ ปะทะกัน ระหว่าง ตัวละครเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นซีนระหว่างอินา กับเพชร ซึ่งมีความหลังฝังใจกันมานาน หรืออินา กับทาวเวอร์ ในเรื่องการเชื่อใจซึ่งกันและกัน และทำให้คนดูอินไปกับ ชะตากรรม ของอินา และเอาใจช่วยลุ้นไปกับเธอ ต้องยอมรับว่าใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ซึ่งอยู่ในเกือบทุกฉากของหนัง สามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้ได้ เมื่อประกบคู่ กับนักแสดง ซูเปอร์สตาร์ อย่างณเดชน์ ยิ่งทำให้ ออร่า ของทั้งสองพวยพุ่ง จนเด่น ออกมาจากตัวละครอื่น ๆ ในหนัง

รีวิว อ้ายคนหล่อลวง
‘แฟนเก่าเบี้ยวหนี้ คลาสสิก’
‘หมาป่าอย่างไอ้เพชร ที่มันคิดที่จะเข้าไปขย้ำแกะ ไม่คิดระแวงหรอกว่าแกะจะหลอกมันรึป่าว’
‘คนที่อยู่ในสนามจะไปอ่านเกมออกได้ยังไง’
‘แล้วอย่างพี่ไว้ใจได้ใช่ไหม’

นี่เป็นบทสนทนาของสองตัวละครหลักใน ‘อ้ายคนหล่อลวง’
ที่ดูแล้วมีความหักเหลี่ยมเฉือนคม เหมือนหนังโจรกรรม…ใช่ อ้ายคนหล่อลวง
คือหนังจรชนที่มีภารกิจไปลวงเงินจากเหยื่อ แต่มันเวิร์คไหม สนุกไหม ตามเรามา

อ้าย…ฮู้บ่
“อ้ายคนหล่อลวง” ภาพยนตร์คอมเมดี้ส่งท้ายปีของ “จีดีเอช” จากผู้กำกับฝีมือดี “เมษ ธราธร” ผู้ที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์กันมาแล้วอย่าง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ในครั้งนี้เขากลับมาเรียกเสียงหัวเราะกันอีกครั้ง กับการตีแผ่แผนกลลวงสุดฮาที่ใครหลาย ๆ คน อาจคาดไม่ถึง ขนาดคนรักที่เราไว้ใจยังหลอกกันได้ แล้วถ้าคุณต้องมาเจอกับมิจฉาชีพที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ คุณจะตกเป็นเหยื่อของความโลภ หรือจะตกเป็นเหยื่อของความรัก…

อ้าย…เป็นไผ
‘ทาวเวอร์’ รับบทโดย ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ นักต้มตุ๋นคอลเซ็นเตอร์สุดแพรวพราว ที่ดันพลาดท่าถูก ‘อินา’ รับบทโดย ใบเฟิร์น – พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ อดีตสาวแบงค์สุดเพี้ยนจับไต๋ได้

อินาจึงยื่นข้อเสนอให้ทาวเวอร์คิดแผนต้มตุ๋น ‘เพชร’ รับบทโดย แบงค์ – ธิติ มหาโยธารักษ์ แฟนเด็กที่หลอกให้อินาเปย์ค่าเทอมหลายแสนแล้วชิ่งหนี จนอินาเป็นหนี้ท่วมหัว

แต่ภารกิจกลับถูกยกระดับขึ้น เมื่อทาวเวอร์ตัดสินใจเปลี่ยนแผนจากต้มเงินแสน เป็นตุ๋นเงินล้าน งานนี้จึงต้องหาทีมมาช่วยอย่าง ‘ครูนงนุช’ รับบทโดย แหม่ม – คัทลียา แมคอินทอช ครูสมัยประถมของอินา ผู้ที่ร้อนเงินที่สุดในช่วงนี้

อ้าย…ม่วนบ่?
หลายคนคงเคยชมตัวอย่างที่ปล่อยออกมากันบ้างแล้ว แต่ขอบอกเลยว่ามันเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น ตัวภาพยนตร์เต็มเรื่องจริงๆถือว่าทำออกมาได้คอมมาดี้สุดๆ สมแล้วที่เป็นภาพยนตร์ส่งความสนุก เรียกเสียงหัวเราะเฮฮากันปลายปีจากจีดีเอช

ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยเมษ กลิ่นอายจาก ATM เออรัก เออเร่อ ก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตัวธนาคารอย่าง JNBC เองก็มาปรากฎในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

ที่น่าชม คือ นักแสดง ทุกคน เล่นดีมาก โดยเฉพาะคู่พระนาง ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ และ ‘ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก’ ถือว่าเคมี ความฮาดู เข้ากัน ได้ดีมาก สำหรับใบเฟิร์น เธอเล่นออกมาได้แบบไม่ห่วงสวย และทำให้เราเชื่อได้ว่า สาวนคนนี้ เป็นแกะ ที่โดนหลอก และเสียค่าโง่ ได้อย่างแนบเนียน (ฉากปล่อยผมในตำนานที่เห็นในตัวอย่าง พอดูในหนังจริงๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่า…คลาสิก)

ขณะ ที่การแสดง ของณเดชน์ ต้องบอกว่า เป็นธรรมชาติ แบบสุดๆ ทุกฉากที่ณเดชน์ โผล่ออกมา ไม่มีข้อกังขา ในการแสดง ของเขาเลย โดยเฉพาะ การเป็นนักต้มตุ๋น เนียนกริ๊บ! (แต่ถ้าถามว่า เราชอบฉากไหน แนะนำฉาก ซิ่งรถเฟอร์รารี นั่นคือ สุดยิด การแสดงของณเดชน์ ในหนังเรื่องนี้เลย)

สาเหตุ ที่นักแสดง รีดความสามารถ ในการเล่น ออกมา ได้ขนาดนี้ ในบทสัมภาษณ์ ของเบื้องหลัง ณเดชน์ เล่าว่า ผู้กำกับเปิดโอกาสให้ นักแสดง ลองเล่น โดยการตีความตัวละคร นั้นๆ เอง นอกเหนือ จากเล่น ตามบท บางฉากก็เล่นไป 4 – 5 แบบ

แต่ในเรื่องของ ความโรแมนติก นั้นยังดูไม่ค่อย สุดกันไปหน่อย อาจจะด้วยบท ที่ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสโรแมนติค มากนัก แต่ๆๆๆ มันก็มี ฉากน่ารัก ให้เราได้อมยิ้ม ในคู่นี้และแอบเอาใจช่วยอยู่นะ

สรุปแล้วควรไปโดน ‘คนหล่อ’ มา ‘ลวง’ สักรอบไหม
โดยรวมถือ ได้ว่าภาพยนตร์ เรื่องนี้ก็ ทำการบ้าน ออกมาได้ เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการตีแผ่กลเม็ดของเหล่ากลโกงในไทยหลากหลายวิธี

เบื้องหลังของบทเรื่องนี้ใช้เวลาทำบทประมาณ 2 ปีจากการศึกษาพฤติกรรมนักต้มตุ๋นจริงๆ นั่นทำให้ความเนียนของหนังเรื่องนี้ ความสมจริง ไม่ได้เวอร์ หรือเกินจริงไปเลย เพราะนั่นเป็นพฤติกรรมจริงๆ ที่เราเห็นตามหน้าข่าว

แต่พอเอามาทำเป็นหนัง แม้นั่นจะเป็นพฤติกรรมที่หลอกลวง แต่ว่าเรากลับเอาใจช่วยในภารกิจนี้ เหมือนกับที่เราเอาใจช่วตัวเองในหนังจารกรรม เช่น Ocean’s Twelve หรือ Now You See me ยังไงยังงั้น

และอย่างที่บอกว่า บทเรื่องนี้ทำมาจากคดีจริง ดังนั้นถ้าคุณได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว อาจจะต้องกลับมาสำรวจดูว่าบางทีเราอาจจะตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ! ดูหนัง