วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

เรื่องย่อทางการของ “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” หนังรักของเต๋อ  นวพล | JEDIYUTH

วิจารณ์หนัง พูดถึงหนังจากค่าย GTH หลายคนคงให้คะแนนความน่าดูของหนังครึ่งใจไปแล้ว อีกครึ่งหนึ่งไปเอาในโรงภาพยนตร์ ยิ่ง “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” เป็นหนัง GTH เรื่องแรกของปี 58 หลายคนคงวางแผนที่จะไปดูแน่ๆ

นอกจากชื่อ GTH ที่คนวางใจฝีมือของค่ายนี้แล้ว ตัวของนักแสดงนำก็เรียกแขกได้ไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องความฮาแบบหน้าตาย เป็นความถนัดของพระเอก ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แถมงานนี้ยังได้นางเอกพันล้าน ใหม่ ดาวิกา มาเสริมทัพกลับยิ่งเพิ่มความน่าดูเข้าไปอีก

คนเรา “อดนอน” ได้นานแค่ไหน? ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร…การทำงานของร่างกายก็มีลิมิตของมันเอง ขีดจำกัดของร่างกายจะคอยเตือนเรา ภูมิต้านทานต่างๆ ย่อมลดลงหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอ “การอดนอน” แน่นอนว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีใครอยากอดนอน แต่ถ้าจำเป็นก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ มันแค่อดนอนไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทำบางสิ่งให้สำเร็จ… แต่จะมีกี่คน “บ้างาน” จนอดหลับอดนอนเป็นวันๆ เหมือน “ยุ่น” (ซันนี่) พระเอกของเรื่อง ที่เหมือนแยกความคิดและจิตใจออกจากร่างกาย ที่กะจะสั่งให้มันทำอะไรก็ได้

“ไม่นอนแค่ไม่กี่วันไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่ถ้าไม่มีงานนี่สิจะตาย” ความคิดที่คนไม่บ้างานจะคิดไม่ออกจริงๆ

ตัวละคร “ยุ่น” คือผู้ชายบ้างาน(หนักมาก) คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่กับการทำงานเป็นจุดประสงค์หลักของชีวิต แต่เมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติคือมี “ผื่น” ขึ้นตามตัวทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเขาลดลง ตัวยุ่นจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ต้องไปหาหมอรักษาให้หาย หมออิม (ใหม่ ดาวิกา) หมอเจ้าของไข้ เจอหน้าก็ตรวจตามหน้าที่ แต่สิ่งที่หมอสั่งนั้น มันไม่เอื้อต่อการทำงานของตัวยุ่นเลย การรักษาผื่นครั้งนี้ยืดเยื้อกินเวลานานจนความรู้สึกของใครบางคนเปลี่ยนไป พร้อมกับผื่นที่เริ่มหาย… นั่นหมายความว่าการรักษาครั้งนี้จะต้องสิ้นสุดลง ซึ่งจะทำให้หมอและคนไข้ไม่ได้เจอกันอีก

ความรู้สึก “เกิน” หมอและคนไข้ของยุ่น ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนอกหัก ที่ต้องทำอะไรบางอย่างให้ลืมหน้าหมออิมไป เมื่อยุ่นได้โปรเจคใหม่ซึ่งเป็นเหมือนฝันที่รอคอย บวกกับความไม่อยากคิดมาก การอดนอนครั้งนี้จึงทำลายสถิติร่างกายของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ต้องสูญเสียมันไปตลอดกาล

ฟรีแลนซ์ฯ อาจ ไม่ใช่หนัง ที่โดนใจ คนทุกวัย ที่เดินเข้าไปดู แต่กับบุคคลที่ “งานคือชีวิต” หนังเรื่องนี้จะสะท้อนตัวตนของคุณได้เป็นอย่างดี คนทำงาน จะต้องมีโมเม้นท์ ที่ย้อนกลับมามองตัวเองแน่ๆ ว่าเราทำงานจนไม่คิดถึงตัวเองแบบในหนังหรือเปล่า สิ่งที่แลกกันมันคุ้มจริงๆ หรือ ถ้าหากวันหนึ่ง เราน็อคคาโต๊ะทำงาน จะมีคนมาเจอ เราหรือเปล่า หลายความคิด พุ่งเข้ามาในหัว มันแน่นอน อยู่แล้วว่า งานนั้น สำคัญ แต่ร่างกายเรานี่แหละสำคัญที่สุด คนเราไม่ได้ฟื้นจาก ความตายทุกคน ใช้ชีวิตให้พอดี ให้ชีวิตได้มีวันต่อๆ ไปไม่คุ้มกว่าเหรอ?

บทภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเรียลไปไหน… พูดกันแบบที่เราๆ พูดกันอยู่ทุกวันนี่แหละ เสน่ห์ของบทพูดที่ เข้าถึง ได้ง่าย เป็น การส่งสาร แบบตรงๆ ถึงคนดู ไม่ต้องมานั่งตีความในประโยคหลายรอบ ทำให้อินเนอร์ คนดูไหล ตาม เรื่องราวได้ง่าย

การแสดงของนักแสดงนำอย่างซันนี่, ใหม่ ดาวิกา และ วี ไวโอเล็ต มีความชัดเจนในการเป็นตัวละครอย่างมาก ซันนี่ที่ต้องรับบทหนักทั้งแสดงและพากย์เสียงความในใจก็ส่งอารมณ์ตรงกับความรู้สึกการแสดงของตัวละครอย่างลงตัว ส่วนวี ไวโอเล็ต บทที่โตเกินวัยของตัวเองแต่ก็ทำออกมาได้ดีมาก ส่งต่อมุขกับซันนี่ได้ไหลลื่น เหมือนนั่งดูสองพี่น้องคุยกันจริงๆ มุกในหนังยังคงความฮาตามแบบฉบับซันนี่ที่คนดูจะไม่ผิดหวัง คุณจะยังได้หัวเราะลั่นในโรงแน่นอน แต่เสียดายที่มันไม่ได้หัวเราะตลอดทั้งเรื่องเหมือนหนังยี่ห้อ GTH ที่ผ่านๆ มา

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ผลงานของผู้กำกับ เต๋อ นวพล ที่ขึ้นชื่อถึงความอินดี้ในตัวหนัง ถึงแม้จะมีคำว่า GTH เป็นส่วนประกอบ แต่ความ “หวั่น” ว่าอาจจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องยังมีอยู่ในหัว แต่พอได้ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมากก็รู้สึก “ผิดคาด” ต้องยกนิ้วให้กับการเล่าเรื่องที่เข้าถึงใจ ถึงคนดูจริงๆ

หากคุณจะเดินไปดูหนังสักเรื่องในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ น่าจะเป็นหนังที่ตอบโจทย์สำหรับคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะพวก “บ้างาน” เพราะมันจะทำให้คุณค่อยๆ หวนคิดและทบทวนถึงแต่ละวันทำงานของตัวเอง ว่าคุณทุ่มเท และทำงานอย่างบ้าคลั่งจนลืมที่จะใส่ใจดูแลร่างกาย รวมถึงจิตใจของตัวเองหรือเปล่า…เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ลองวางแผนถึงการพักผ่อน และใช้วันลาที่สะสมไว้ซะบ้าง ออกเดินทาง ไปนั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน …เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแค่งานเพียงด้านเดียว

คำเตือน : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในหนังเกือบทั้งเรื่องครับ

30 ข้อ วิเคราะห์หนัง Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ… [สปอยสุดติ่ง] -  Pantip

วิจารณ์หนัง ผมขออนุญาตแยกวิเคราะห์เป็นตัวละครนะครับ

1.หมออิม

หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะเก่ง
และใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะเก่งทุกเรื่อง

หมออิมเคยลองใช้ Photoshop แล้ว
แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็น ในขณะที่ยุ่นใช้มันคล่องมาก

“ทักษะต่างๆเป็นของใครของมัน

เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้”

หมออิมสั่งห้ามยุ่นนอนดึก
แต่หมออิมเองก็นอนดึกเมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือสอบ
ทำให้เห็นว่าคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี
แต่เราจะทำมั้ย ก็มีปัจจัยอื่นๆมา มันอยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น

แม้จะเป็นหมอเองก็ตาม

2.เจ๋

เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุดของยุ่นในเรื่องนี้ก็ว่าได้
จะเห็นได้ว่าเจ๋เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก ทวงงานยุ่นยิกๆ
และพร้อมจะหาแผนสำรองให้กับงานโดยการโทรเรียกเจิดมาช่วย
จนกระทั่งยุ่นขอร้องและรับปากว่าทำเสร็จทัน

เจ๋เป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพื่อนที่ดี
พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อนตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน
เจ๋ก็จัดการกับชีวิตตัวเองได้ดี

เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก
เจ๋เลือกครอบครัวไม่ได้เลือกงาน
เพราะการหามรุ่งหามค่ำมันอาจจะมีผลกระทบกับลูกเจ๋

และจุดเปลี่ยนเรื่องลูกเจ๋นี่เอง
ที่ทำให้ยุ่นพบกับจุดเปลี่ยนว่า

Contact Point เดียวของเขากำลังจะหายไป

จริงๆหนังได้ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนเจ๋ไปญี่ปุ่นแล้ว ว่ายุ่นไม่มีใคร
(รวมถึงโทรศัพท์ที่มีแต่โทรหาเจ๋)

ซึ่งนั่นทำให้ตอนที่เจ๋ลาออกจากงาน ยุ่นถึงเป็นเดือดเป็นร้อนมาก

3.พี่เป้ง

ตัวละครพี่เป้งสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
คนบางคนสนใจแต่เรื่องงาน และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย
ถามว่าตอนดูหนังแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับพี่เป้ง
เราอาจจะต้องย้อนดูตัวเราเองว่าตอนที่เราทำงาน
เราทำตัวใกล้เคียงกับพี่เป้งบ้างรึเปล่า

พี่เป้งคือคนที่เอาผลประโยชน์และตัวงานเป็นที่ตั้ง
จนไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน

คำชื่นชมของพี่เป้งล้วนเป็นไปเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง
ถ้วยรางวัลมากมายจึงเป็นของพี่เป้ง
เพราะพี่เป้งเป็นคนที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ (ไม่ว่าจะใช้ใครก็ตาม)
พี่เป้งถึงได้เป็นผู้จ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาพลักษณ์ของพี่เป้งดูเลวร้ายในสายตาของเจ๋
แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็อาจจะพูดได้ว่าคนแบบนี้แหละ ที่ลูกค้าต้องใช้

งานชิ้นสำคัญของ Lisa ถึงได้ถูกมอบให้พี่เป้ง
หาคนที่สามารถทำงานสเกล2เดือน เสร็จภายใน 2สัปดาห์
และหวยมาออกที่ยุ่น ผู้ซึ่งกำลังเฟล และตบปากรับคำไปนั่นเอง

4.ไก่

พนักงานเซเว่นผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนยามดึกของยุ่น
ตัวละครนี้ทำให้รู้ว่ายุ่นนอนดึกติดต่อกันมายาวนาน
ไก่เป็นเหมือนคนที่คอย Support ยุ่นให้ยุ่นทำงานเสร็จกลายๆ
(ขายอาหาร/ ช่วยตีแบดให้ยุ่นตาสว่าง)

5.พงศธร

เพื่อนสนิทที่ยุ่นคิดเอาเองว่าสนิท
แต่ยุ่นทำตัวเหินห่างกับพงศธรมาก
อันที่จริงเมื่อเราเติบโตขึ้น
เราก็ย่อมห่างเหินกับสังคมเก่าๆไปบ้าง

อย่างพงศธร น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง…ที่ยุ่นละเลยมาก
มากจนถึงขนาดไปนั่งทำงานในงานศพของพ่อพงศธร
…ซึ่งพงศธรก็ถึงกับบอกว่า

“ถ้ามึงยุ่งมาก งานศพกูมึงไม่ต้องมาก็ได้”

ในมุมมองของพงศธรนั้น
ยุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนที่สนิทเท่ากับที่ยุ่นคิดแล้ว
(แต่เอาเข้าจริงตอนนึกถึงพงศธรในงานศพของยุ่น พงศธรก็ไม่ได้มาเป็นลำดับแรกๆนะ)

ชีวิตของพวกเราก็มีเพื่อนที่เป็นเหมือนพงศธรอยู่บ้างล่ะครับ ลองนึกดีๆ

6.แม่

เป็นคนที่ถูกลืมที่สุดในหนังเรื่องนี้
มีแต่คำบอกเล่าเฉยๆ
และพีคมากตรงฉากงานศพ
ที่แม่เป็นคนเดียวที่หันหลัง

และพอตัดกล้องกลับมาด้านหน้าเห็นแต่ภาพมุมไกลๆ
เอาเข้าจริงผมคิดว่าหนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่ายุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก
ขนาดมีเวลาว่างๆตั้งหลายเดือนแล้ว ยุ่นยังไม่ได้ตัดต่อรูปให้แม่เลย

7.ยุ่น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด6ตัวละครข้างต้น

ผมคิดว่ายุ่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานสูงสุด

จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป

กับหมออิม – ยุ่นทำให้เห็นว่างานสำคัญกว่าสุขภาพหลายต่อหลายครั้ง
กับเจ๋ – ยุ่นโกรธเจ๋ที่เจ๋เลือกครอบครัวมาก่อนงาน และนั่นทำให้ยุ่นเคว้ง
กับพี่เป้ง – ยุ่นดูจะนับถือและเชื่อใจพี่เป้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หัวฟาดโต๊ะนั่นล่ะ
กับพงศธร – เห็นๆกันอยู่ว่างานมาก่อนเพื่อน
กับไก่ – เป็นตัวช่วยที่ Support ให้ยุ่นทำงานได้ เลยเป็นคนที่ยุ่นนึกถึงในงานศพ (ถ้าจำไม่ผิดจะมาถัดจากเจ๋เลย)
กับแม่ – ขอสรุปแบบใจร้ายเลยนะ สำหรับยุ่น

งาน > เพื่อนร่วมงาน > เพื่อน > แม่

8.เจิด

ผู้นับถือยุ่น และมองว่ายุ่นผู้บ้างานคือความเท่

และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จแบบยุ่น

เป็นอะไรที่สร้างความเข้มข้นให้กับหนังได้มาก

เพราะเมื่อยุ่นใส่ใจกับงานน้อยลง ก็จะตามหลังเจิดในทันที

ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของใครๆก็ตามที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ตามมาเสมอ

9.Freelance

ชื่ออาจจะฟรี แต่ทำจริงๆไม่ฟรี

หนังได้นำเสนอให้เห็นว่าอาชีพนี้ถ้าเอาจริงเอาจังและจะเป็นมือหนึ่งแบบยุ่น

มันหยุดไม่ได้ ถ้านึกจะหยุดก็หยุด ก็จะไม่มีคนจ้าง

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามันแทบจะไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟฟิสเลยด้วยซ้ำ

ใครทุ่มเทมาก ก็มีโอกาสจะก้าวหน้าได้มาก

แต่ถ้าไม่ทุ่มเทก็พร้อมจะถูกเขี่ยออกจากวงการ (ไม่มีคนจ้าง)

เหมือนกับพนักงานออฟฟิสที่ไม่ก้าวหน้านั่นเอง

10.Work Life Balance

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าชัดที่สุดในหนังเรื่องนี้เลยครับ

ยุ่นคิดว่าการโหมทำงานหนักจะทำให้ได้งานที่ออกมาดี

แต่นอกจากสุขภาพจะพังแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จตามกำหนดอยู่ดี

ซึ่งเมื่องานไม่เสร็จ ชีวิตยุ่นก็ยังเดินต่อไปได้ แม้ว่าอาจจะเสียเครดิตเรื่องงานไป แต่ยุ่นก็ยังมีชีวิต

การโหมงานจนเสียชีวิตนั้นคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เอาจริงๆผมอยากให้หนังตัดจบตั้งแต่ยุ่นล้มหัวฟาดพื้นเลยนะ

ถ้าตายฉากนั้นจะ EPIC มากๆ คงเป็นหนังที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปีเลย (แอบโหด)

เพราะถ้ายุ่นตายแล้ว งานมันก็คือไม่เสร็จอยู่ดี และจะพีคกว่าถ้าสุดท้ายพี่เป้งให้เจิดทำต่อ

แต่นั่นล่ะ ถึงในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่พี่เป้งก็คงหาคนมาทำแทนยุ่นจนเสร็จอยู่ดี

การที่หนังไม่ให้ยุ่นตายก็อาจจะเพื่อเปิดทางให้พี่เป้งยกคอมมาให้ยุ่นในฉากถัดมา

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่จริงแหละ ถึงคนที่ทำงานให้จะป่วยแต่ก็ยังอยากได้งาน

ถ้ายุ่นไม่รู้จัก Balance ชีวิตตัวเอง ก็คงต้องป่วยตายเข้าสักวัน

…และถ้าสังเกตขอบตาพี่เป้งไม่ได้คล้ำนะ ดูหนังออนไลน์ไทย