รีวิวหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ หลักสูตรชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย หนังดีของคนไทย

รีวิวหนัง  มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่ที่ที่ประสบความสำเร็จสำหรับนักศึกษาทุกๆ คน บางคนอาจจะผิดพลาด ผิดหวังกับชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะมาจากความไม่ตั้งใจของตัวเอง หรือความผิดพลาดบางประการในชีวิตก็ตาม แต่สำหรับชีวิตของคนๆ หนึ่งที่เคยประสบความล้มเหลวในการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น เป็นความรู้สึกที่เลวร้ายมากเสียจนอดที่จะหลั่งน้ำตาออกมาไม่ได้เลยจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่ผิดหวังกับตัวเองล้มเหลว เหลวแหลกสุดๆ ไม่เหลือซึ่งคุณค่าใดๆ ในชีวิตอีกแล้ว เพราะแม้แต่หน้าที่ในการเรียนเพียงอย่างเดียวก็ยังทำให้สำเร็จไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรสำเร็จได้ในชีวิตกันล่ะ มันบังเกิดความรู้สึกนั้นขึ้นมาจริงๆ นะ

อาจจะต้องเสียเวลาอีกสักหน่อย แต่ว่านั่นก็จะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้คุณต้องค้นหาตัวเองว่า จะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไรดี ระหว่างเดินหน้าเพื่อเรียนต่อไปจนกว่าจะสำเร็จหลักสูตร ลองซิ่วเพื่อค้นหาตัวตนที่ชัดเจนกว่าตอนนี้ หรืออาจจะถอนตัวออกจากแวดวงการศึกษาแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ชีวิตการทำงานไปเลย

หนังเรื่อง “มหา’ลัยเหมืองแร่” เรื่องนี้ได้ยินกิตติศัพท์สำหรับคนที่ดูหนังมานานว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีมากๆ เลยเรื่องหนึ่ง แต่ด้วยเพราะอาจจะมีกระแสไม่มากนัก ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ ทำให้หลายๆ คนมองข้ามไปหรือไม่เลือกที่จะนำมาดู ซึ่งผู้เขียนเองก็คงเป็นหนึ่งในนั้น แต่พอไปเจอเรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้แล้ว ก็เลยเกิดความสนใจที่จะลองกดเข้าไปดูอย่างจริงจัง ทั้งที่รู้สึกว่าไม่ใช่แนวที่ตัวเองชอบดูตามปกติด้วยซ้ำ

เรื่องราวเกี่ยวกับ ‘อาจินต์’ นักศึกษาหนุ่มคณะวิศวกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่ถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิตเขาเลย เขามุ่งหน้าสู่เมืองแร่ที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งแสนไกลและทุรกันดารเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นยุคสมัย พ.ศ. 2492 ที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึงพื้นที่ชนบทนั้น เป็นชีวิตที่ช่างยากลำบากแสนสาหัสมากจริงๆ ไม่มีแม้กระทั่งเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ ใช้ชีวิตอยู่ในป่าที่แสนสงบเงียบ ไร้ความรื่นเริงบันเทิงใจให้พักผ่อนอีก ไม่รู้ว่ามันจะทั้งลำบากลำบนและเหงาแค่ไหนกันนะ

ด้วยบทประพันธ์ที่ดีอยู่แล้วของผู้เขียน การนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ให้ดีตามไปด้วยก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากนัก เราจะเหมือนคนที่ติดตามชีวิตของตัวละครหลัก และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปพร้อมกับเขา เหมือนเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วยกันกับเขาเลยนั่นเอง ได้เรียนรู้ว่าการขุดเจาะแร่โดยใช้เรือมันเป็นยังไง เพราะเราก็ไม่เคยใกล้ชิดมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน

อาจินต์ตัวเอกในเรื่องต้องเรียนรู้ทั้งงาน และการปรับตัวให้เข้ากับผู้คนที่อยู่ที่นั่นตั้งแต่ระดับชาวบ้าน กรรมกร หัวหน้างาน เจ้านาย คนที่ต่างถิ่นฐานกำเนิด ต่างที่มาซึ่งยากจะเข้ากันได้ มีปากเสียง มีเรื่องราวกระทบกระทั่งกันมาตลอดแต่ก็ยังอยู่ร่วมกันได้ และผูกพันกันแน่บแน่เหมือนพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ที่สร้างความประทับใจให้กับเราได้

ตัวงานในเหมืองก็ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่อาจินต์ก็อดทนสู้ทุกอย่าง แม้แรกๆ จะทำแบบผิดๆ ถูกๆ งกเงิ่นๆ แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำ เพราะที่นี่มีสิ่งที่เขาทำได้ มีคนให้โอกาส ซึ่งทำให้ตัวของเขาเองรู้สึกว่าชีวิตยังมีคุณค่าเหลืออยู่ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่มีอะไรต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพิ่มเติมยิ่งขึ้นจากที่เรียนไม่จบจากมหาวิทยาลัยอยู่อีกมากมาย แต่เพราะยังพอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง ทำให้เขาขึ้นมาอยู่ในจุดที่ได้โอกาสดีกว่าคนอื่นๆ ที่ก็คงต้องทำงานตรากตรำแบบใช้แต่แรงกาย ตราบเท่าที่ยังมีแรงและกำลังกันต่อไป ซึ่งบางทีก็อาจจะเป็นตลอดทั้งชีวิตของพวกเขาเลยด้วย

หนังมหา’ลัยเหมืองแร่: โลกกรรมกรสุดโรแมนติกของชนชั้นกลาง

รีวิวหนัง  เรื่องราวในภาพยนตร์นั้นถ่ายทอดชีวิตของคนในเหมืองมาเรื่อยๆ และเรียบง่ายมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าน่าเบื่อแต่อย่างใด เพราะมีจุดที่ทำให้รู้สึกสนุกขบขันสอดแทรกเข้ามาได้อย่างลงตัว ซึ่งชีวิตคนเหมืองก็ออกแนวไปทางสำมะเลเทเมาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นระดับกรรมกร หรือระดับเจ้านาย เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ทำงานหนัก เจอแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำซาก ขาดความบันเทิงใจ การดื่มเมามายกับเพื่อนฝูงจึงเป็นอะไรที่น่าจะปลอบประโลมใจที่แสนเหว่ว้าให้ยังอยากมีชีวิตอยู่ได้ดีที่สุดแล้ว

แต่มีพบก็ต้องมีจาก…แม้ตอนจบดูเหมือนว่าจะต้องพบเจอกับความล้มเหลวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นความน่าภาคภูมิใจที่เหมือนว่า เป็นการจบการศึกษาของเขาจริงๆ ใน 3 ปี 11 เดือน ที่สอนอะไรมากมายให้กับชีวิตเขา ทั้งความรู้ ความอดทนกับทุกอย่างที่ทำมา ไม่มีคำว่าสูญเปล่าเลยสักนิด เป็นความทรงจำที่แสนจะมีค่า แม้ว่าตอนแรกตั้งใจว่าจะมาทำงานเก็บเงิน แต่ท้ายที่สุดก็ยังทำไม่สำเร็จอยู่ดีก็ตาม เขาเติบโตขึ้นเยอะมาก ในเมื่อเขาผ่านการทดสอบสุดหินจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปได้แล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่ยากลำบากในชีวิตที่เขาจะข้ามผ่านมันไปไม่ได้อีกแล้วล่ะนะ

ในวันที่ผู้เขียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย กลับรู้สึกโหวงๆ ไม่มั่นใจกับการที่จะออกไปเผชิญกับการทำงานในโลกจริงๆ เลย รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม มีความรู้ไม่พอด้วยซ้ำ ลองเทียบกับชีวิตของคุณดูสิ มีสถานที่ไหนที่เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยที่สอนคุณ และให้ความรู้กับคุณได้ยิ่งกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยบ้าง แล้วคุณจะยิ่งเข้าใจแก่นแท้ของหนังเรื่องนี้ที่จะสอนใจคุณได้เป็นอย่างดี เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจควรค่าแก่จดจำไปอีกนานเท่านานเลย

“ผมเอาชีวิตไปหั่นไว้ในเหมืองแร่ถึง 4 ปีเต็ม เป็น 4 ปีที่คนธรรมดาจะเรียนจบมหาวิทยาลัยได้สบายๆ แต่ที่เหมืองแร่สำหรับผมแล้ว มันไม่มีใบคู่มือรับรองใดๆ เลย นอกจากแผลคู่มือ ที่คนอื่นไม่มีทางรู้เลยว่ามันเกิดจากอะไร”

ย้อนกลับไปในวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 หรือวันนี้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว คือวันที่ภาพยนตร์มหา’ลัย เหมืองแร่ (The Tin mine) ภาพยนตร์แนวดราม่ากรุ่นกลิ่น ‘คัมมิง ออฟ เอจ’ ผ่านฝีมือการกำกับและเขียนบทโดย เก้ง-จิระ มะลิกุล เข้าฉายเป็นวันแรก

มหา’ลัย เหมืองแร่ ดัดแปลงมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน

เนื้อหาว่าด้วยช่วงชีวิตสุดพลิกผันของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ หลังถูกรีไทร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อนั้นเองที่อาจินต์ต้องนำพาชีวิตเดินทางไกลจากเมืองหลวง แล้วไปสิ้นสุดลงที่ ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา เหมืองแร่ดีบุกในยุคที่กิจการเหมืองแร่ในไทยยังเฟื่องฟู เพื่อเริ่มต้นลงทะเบียนเรียนรู้ ณ สถานศึกษาแห่งใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่อาจินต์ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการทำงาน

ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีที่ข้ามผ่าน คือวิชาที่ไม่เคยมีตำราเล่มไหนบอกสอน แบบฝึกหัดที่ต้องใช้แรงกาย ลมหายใจ และหัวใจเข้าแลก สำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตและมิตรภาพจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ ไม่มีใบปริญญามอบให้ มีเพียงเกียรติยศและความภาคภูมิใจส่วนตัว มอบไว้ให้เมื่อหันหลังจากมา…

ปี 2496 อาจินต์เดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่เหมืองกระโสมนาน 3 ปี 11 เดือน ต่อมาในปี 2497 เขากลั่นประสบการณ์เกือบ 4 ปี ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือผ่านเรื่องสั้นชุด ‘เหมืองแร่’ พิมพ์ในนิตยสาร ‘ชาวกรุง’ ตลอด 30 ปี อาจินต์เขียนเรื่องสั้นเหมืองแร่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 142 ตอน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เก้ง-จิระ มะลิกุล ซึ่งเป็นแฟนหนังสือ จะนำเรื่องราวชีวิตของอาจินต์มาถ่ายทอดอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์

ในปีที่หนังเข้าฉาย อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในวัย 77 ปี บอกเล่าเหตุผลที่เขายอมให้งานเขียนสุดรักซึ่งกลั่นออกมาจากความทรงจำวัยหนุ่ม ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

: อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2534 ผู้เขียนเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ถ่ายรูปคู่กับ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่ผู้เข้ามารับบทบาทเป็นตัวเขาเองในภาพยนตร์

‘เหมืองแร่’ เป็นหนังสืออีโมชัน มันเกิดจากมันสมอง และความโฮมซิกของผม ไม่มีแอ็กชันทางการแสดง แต่นายเก้งเขาบอกว่ามี ผมถามเขาว่าแอ็กชันคืออะไร เขาบอกผมว่า ฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน แอ็กชันของมันคือถนนขาด สะพานพังต้องทำใหม่ และเรือขุดจมนั่นคือสุดยอดแอ็กชัน ทันทีที่ผมได้ฟังก็รู้สึกว่าเขาเล็งลึก ไอ้ผมมันเล็งแต่ตัวหนังสือ เขาเล็งการกระทำ เขามองอย่างนัยน์ตานักสร้างหนัง”

“ผมเชื่อมือเขา และตั้งแต่เขาเริ่มทำงานผมไม่ไปเกี่ยวข้องกับเขา เพราะตัวหนังสือของผมเดินด้วย ก.ไก่ ข.ไข่ แต่นายเก้ง งานเขาเดินด้วยฟิล์ม มันคนละอาชีพ ผมจะไม่พูดถึงงานของเขา ผมจะคอยดูในจอเท่านั้น หน้าที่ของผมหมดแล้วตั้งแต่ตกลงขาย (ลิขสิทธิ์บทประพันธ์) ทีนี้ดีหรือไม่ดี ตัวใครตัวมัน”

หลังจากถ่ายทำนานกว่า 3 เดือน โดยใช้งบประมาณการสร้างสูงถึง 70 ล้านบาท ในที่สุดภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ ก็เสร็จสมบูรณ์และออกฉายในเดือนพฤษภาคม 2548

ผลงานที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ คืองานโปรดักชันที่ละเอียด ละเมียด สมจริง ผ่านทีมนักแสดงที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดี โดยได้ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่เข้ามาสวมบทบาท อาจินต์ ปัญจพรรค์ และได้นักแสดงสมทบชั้นดีอย่าง สนธยา ชิตมณี, ดลยา หมัดชา, แอนโทนี โฮวาร์ด กูลด์, นิรันต์ ซัตตาร์ ฯลฯ

ในแง่ผลตอบรับด้านรายได้ แม้ว่า มหา’ลัย เหมืองแร่ จะเป็นหนังที่ล้มเหลว โดยเมื่อจบโปรแกรมฉาย หนังทำรายได้เพียง 30 ล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้น หนังกลับได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีเยี่ยม ในปีนั้น มหา’ลัย เหมืองแร่ กวาดรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15 ไปได้ถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะสาขาหลักอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม มากไปกว่านั้นแม้เวลาจะผ่านมาถึง 14 ปี แต่หนังยังคงถูกจดจำและยกย่องในฐานะภาพยนตร์ไทยชั้นดีที่หยิบขึ้นมาดูกี่ครั้งก็ยังลึกซึ้งกินใจอยู่เสมอ ดูหนังออนไลน์