กลยุทธ์ สำหรับในการทำ SEO มีขั้นตอน และวิธีการในการทำอย่างไรบ้าง?

Search Engine Optimization (SEO) คืออะไร - Zixzax Website Developper

กลยุทธ์ สำหรับในการทำ SEO
ถ้าเกิดแบรนด์ ของพวกเรา ไม่ได้ติดอันดับจริง ๆ ก็ไม่สมควรหวังให้กลุ่มเป้าหมาย ค้นหาชื่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการของพวกเราตรง ๆ ด้วยเหตุว่า ก่อนที่จะกลุ่มเป้าหมาย จะหาชื่อ แบรนด์ ของพวกเรา พบจึงควรมาการ “เดินทาง” มาก่อนด้วยเหตุดังกล่าว กลอุบาย สำคัญๆ สำหรับเพื่อการ ทำ SEO ( จริงๆ เป็น กลยุทธ์ สำคัญ สำหรับการ ทำ Digital Marketing ) จึงควรทำให้เว็บไม่ กระโจนไป ขายสินค้าเลย แม้กระนั้น จำเป็นต้อง ทำให้กลุ่มเป้าหมาย รู้จักก่อน และหลังจากนั้นก็ค่อยกระตุ้น ความพอใจให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และก็บริการ ที่พวกเราขาย ก่อนจะมาเป็นลูกค้าและก็บอกต่อแบรนด์ถัดไป

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมาย รู้จัก เว็บของพวกเราก่อน

กลุ่มเป้าหมาย ใน ขั้น นี้ ไม่ได้ตั้งใจ คนหา ชื่อ แบรนด์ ของ พวกเรา ตั้งแต่แรก แม้กระนั้น จะ เริ่ม จาก ค้นหา สิ่ง ที่ สงสัย รวมทั้งอยากได้ ก่อน ดังเช่น กลุ่มเป้าหมายต้องการ ทานอาหาร ประเทศญี่ปุ่น แถว ลม บางที่ก็อาจจะค้นหา คำว่า “ห้องอาหารประเทศญี่ปุ่น แถว สีลม” แล้ว พบ เว็บ ของ ห้องอาหาร ประเทศญี่ปุ่น ที่ บน หน้า แรก ของ Google รวมทั้ง รวมทั้งเว็บ เสนอแนะห้องอาหาร ที่ว่า ซึ่งเพียงพอ คลิก เข้าไปดูแล้ วก็ บางครั้งก็อาจจะ พบ ห้องอาหาร ของ พวกเรา ก็ได้ ส่วน เว็บ จะ เป็นของ พวกเรา หรือ ของผู้อื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหารวมทั้ง พัฒนาเว็บไซต์ ให้น่าดึงดูด

ขั้นตอน นี้ ไม่ใช่กรโฆษณา ขาย แบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือ บริกร ของ พวกเรา แต่ว่าลงรายละเอียด ลักษณะ ผลิตภัณฑ์ บริการของ พวกเรา กับ กลุ่มเป้าหมาย เพราะเหตุว่า ระยะนี้ จะ เป็นตอนๆ ที่ กลุ่มเป้าหมาย หา รายละเอียดเพิ่มเติม ต้องการทราบ จะแบรนด์ ของ พวกเรา เยอะขึ้น รวมถึง การออก แบบ เว็บ ให้ น่าดึงดูด

3. ให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ชนิด ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ที่ พวกเรา ขาย

ขั้นตอนนี้ สำหรับแบรนด์ ที่ขายของราคาสูง มีความใหม่ สลับซับซ้อน คู่ปรับเยอะ แบรนด์พวกเรา ก็ไม่ใช่แบรนด์เดียว ที่เป็นตัวเลือก ของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าว เว็บควรจะทำรายละเอียด ที่เทียบ ผลิตภัณฑ์ และก็บริการ ระหว่างแบรนด์ ของพวกเรากับคู่ต่อสู้ ในทางต่าง ๆ รวมถึง สินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายสินค้า

ขั้นตอนนี้ แนวทางการทำ Google Adwords จะมีคุณภาพมากยิ่งกว่าทำ SEO เฉย ๆ เพราะกลุ่มเป้าหมาย ตกลงใจ ที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ หรือเลือกใช้บริการ ของพวกเรา แล้วก็เลยค้นหาชื่อแบรนด์ ของพวกเรา โดยตรง ดังนั้น ควรจะ ทำให้เว็บเพจ ที่ขายสินค้า ไปอยู่ อันดับแรก ๆ บนหน้าแรก ของ Google โดยใช้โปรโมท Google Adwords ดีมากยิ่งกว่าปลดปล่อย ให้กลุ่มเป้าหมาย ไปพบเว็บไซต์ ฯ ของ คู่ปรับแทน

5. กระตุ้น ให้ลูกค้าได้เขียน รีวิว ผลิตภัณฑ์ แล้วก็ บอกต่อ

ขั้นตอน นี้ พวกเรา ทำ อะไร มิได้ มากมาย นอกเหนื่อจาก เปิด พื้นที่ ออนไลน์ ให้ลูกค้า ได้เขียนรีวิว ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ที่ ใช้ไป แล้ว หรือ พวกเรา สามารถ ขอให้ลูกค้า เขียน Testimonial ให้กับ เว็บ ซึ่งอันจริงแล้ว ลูกค้า จะ ไปรีวิว หรือ บอกต่อ ที่แห่งไหนก็ได้อาทิเช่น Pantip ขั้นตอน นี้ ก็เลย แปลงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างชื่อ ของ แบรนด์ ซึ่ง จะมีผลต่อ วิธีการทำ SEO ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ชื่อ แบรนด์ ของ พวกเรา เป็นที่ยม แล้ว พวกเรา เลย สามารถ ใช้ ชื่อ แบรนด์ เป็น คีย์ เวิร์ด ได้ ยิ่ง คนพูด ถึง เยอะแยะ พวกเรายิ่งได้ traffic มาก จาก ชื่อแบรนด์ ของ พวกเรา ฯลฯ

จะสังเกตว่า SEO จะ มีหน้าที่ มากมาย ในสามอันดับแรก สำหรับลูกค้า ที่ไม่เคยรู้ว่า แบรนด์ไหน ตอบปัญหา ก้าวหน้าที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอน ข้างหลัง SEO จะเป็น กิจกรรม ที่รอช่วยเหลือ มากยิ่งกว่า รวมทั้ง กระบวนการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

ขั้นตอน สำหรับเพื่อการ ทำ SEO

1. หาคีย์เวิร์ด ที่กลุ่มเป้าหมาย ใช้กัน
ซึ่งก็จะต้องคิดมาก่อน แล้วว่า

จะทำ รายละเอียด คอนเทนต์ รองรับขั้นตอนไหน ของยุทธวิธี เพื่อระบุ ธีม ของ คีย์เวิร์ด ได้ถูกทดลอง brainstorm รมทั้งสมถาม ลูกค้ถึงคีย์เวิร์ด ที่จะ ใช้ แล้ว ทำรายการ ออกมาจาก มุมมอง ของ กลุ่มเป้าหมาย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือ อย่าง Google Keyword Planner แล้ว ป้อนคีย์เวิร์ดเข้าไป อุปกรณ์นี้ จะเสนอแนะคีย์เวิร์ด ตั อื่น ๆ มาให้ พร้อมบอกปริมาณ การค้นหา ต่อเดือน รวมทั้งระดับ การแข่งขัน ของ คีย์เวิร์ด แต่ละตัว ให้พวกเรา โหลดข้อมูล ทั้งปวงเป็นไฟล์ Excel แล้วต่อจากนั้น ทดลองประเมิน และก็จัดลำดับ High, Medium รวมทั้ง Low ให้กับ แต่ละคีย์เวิร์ตใน Excel ว่าคำไหนเกี่ยวเนื่อง กับธุรกิจ รวมทั้งอุบาย ของพวกเราและก็ ตัดคำ ที่ ไม่เกี่ยวออกไป

2. จับคู่คีย์เวิร์ดกับเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน
ต่อจากขั้นตอนที่แล้วเรายังอยู่ในหน้า Excel อยู่ให้เรา

เปิด Google พิมพ์คำว่า intitle: “(คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ใน Excel)” เพิ่อดูจำนวนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดตัวนั้นใน Title Tag มันจะทำให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวนั้นแข่งกันมากน้อยแค่ไหน จำนวนที่ได้ก็เอาไปใส่ใน Excel
ให้ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดแต่ละตัวใน Google แล้วหาเพจที่คิดว่ามีคุณภาพดีสัก 1-2 เพจ เก็บ URL ของเพจนั้นไว้ใน Excel ข้างๆคีย์เวิร์ดตัวนั้น ซึ่งเพจที่ว่าก็อยู่ในหน้าแรกของ Google
มาดูว่าเพจไหนของเรามีคีย์เวิร์ดที่เราลิสต์ไว้บ้าง

3. ปรับปรุงเว็บเพจ และทำเนื้อหาให้มีคุณภาพ
ขั้นตอนนี้จะลงลึกถึงการทำคอนเทนต์ นอกจากเรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนของกลยุทธ์ เรายังรู้ว่าเพจคู่แข่งคือใคร เพจนั้นทำได้ดีกว่าเพจเราตรงไหน นอกจากเรื่องของการออกแบบ UX UI (โดยเฉพาะเว็บเวลาเปิดในสมาร์ทโฟน) ก็ต้องดูว่า

Meta title เขียนอยู่ระหว่าง 50 – 60 ตัวอักษรใส่ชื่อแบรนด์ทางขวา และใส่คีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละเพจ
เขียน Meta description เชิญชวนให้คลิกใน 120 – 160 คำและใส่คีย์เวิร์ดไป 1-2 ตัวอักษรแตกต่างกันในแต่ละเพจ
เขียนหัวข้อ (Headers) ระหว่าง 20-50 ตัวอักษรให้คนรู้ว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
ข้อความที่ลิงค์ไปเพจอื่น (Anchor text) รวมถึงชื่อรูปภาพที่ใช้ประกอบบทความ
แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดที่เรามีตั้งแต่แรกมาวางแผนทำ Content Calendar ซึ่งหลักๆต้องมี

ลิสด์รายการไอเดียคอนเทนต์จากคีย์เวิร์ด
เป้าหมายว่าจะสื่อสารถึงใครตามขั้นตอนของกลยุทธ์ SEO
ใช้รูปแบบไหนในการสื่อสาร – เป็นบทความภาพวีดีโอคลิปเสียงหรือ E-Book
ใช้สไตล์ไหนซึ่งสามารถหาดูได้ใน The content marketing matrix ของ Smartinsight
ชื่อคนทำคอนเทนต์
สถานะ (ยังไม่ได้ทำ, กำลังทำ, ตั้งเวลาโพส, โพสต์แล้ว)
คีย์เวิร์ดที่ใช้
ช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์
ที่สำคัญคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับคนอ่านต้องมีหลักฐานและความน่าเชื่อถือในคอนเทนต์ที่กำลังจะทำ (Expertise) ส่วนคนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีชื่อเสียงในเรื่องที่ทำ (Authority) และต้องทำให้คนอ่านมั่นใจว่าคอนเทนต์ที่กำลังทำจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust)

ที่สำคัญต้องเขียนให้ตรงกับหัวเรื่อง เขียนถูกต้อง อ่านง่าย สะกดไม่ผิด ให้คนได้อ่านง่ายๆ

4. สร้าง Internal Link และ External Link
Internal Link คือลิงค์ที่เชื่อกับเพจในเว็บไซต์ของเราเอง แนะนำว่าเราควรลิสต์ออกมาว่าเว็บไซต์ของเรามีเพจอะไรบ้าง เนื้อหาของแต่ละเพจมีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ในหมวดเดียวกันหรือเปล่า ฉะนั้นควรวางแผนว่าเพจไหนควรอ้างอิงหรือลิงค์ไปเพจไหนให้เกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด และตรวจสอบด้วยว่าเพจที่เราลิงค์ไปหาเกี่ยวข้องกันและยังอยู่ดี

มิฉะนั้นจะทำให้อันดับของเพจเราตกได้

ส่วน External Link คือลิงค์ที่เชื่อมกับเว็บเพจภายนอก จริงๆหากเราทำคอนเทนต์ดีๆ เว็บฯอื่นก็จะลิงค์มาที่เพจเรา ทำให้ Google มองว่าเว็บฯของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมานั่งรอรอให้เว็บฯอื่นมารอลิงค์เพจของเรา เราควรแลกหรือแนะนำลิงค์ให้กับเพจอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่สำคัญต้องมีอันดับสูงๆ เช่นถ้าเราทำเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับทารก เราสามารถแลกลิงค์กับเว็บฯติดอันดับสูงๆและเกี่ยวกับการดูแลลูกให้ลิงค์มาหาเราได้นั่นจะทำให้ Rank ของเว็บฯทั้งคู่เพิ่มขึ้นด้วย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หากเว็บที่เพจของเราไปลิ้งค์เกิดเปลี่ยนหรือหายขึ้นมา (ลิงค์เสีย) ก็จะส่งผลกระทบกับ SEO ของเพจเราในอนาคต หากอ้างอิงตามกูรู SEO 150 คนทั่วโลกที่ MOZ ไปสอบถามมาในปี 2015 External link หรือ Domain-level link นี่แหละที่มีผลต่ออันดับของเว็บฯมากที่สุด๖มากกว่าคีย์เวิร์ดด้วยซ้ำ) รองมาเป็น Internal Link หรือ Page-level link และ Link จะมีอิทธิพลมากกว่าคีย์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆด้วย

5. วัดผลและปรับแต่งเพจและเนื้อหา
เราสามารถให้ SEO Lighthouse เพื่อตรวจสอบจุดที่ผิดพลาดในการทำ SEO ได้คร่าวๆ แต่หากต้องการความละเอียดขึ้นต้องใช้ Google Search Console ไว้ตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ของเราดู ว่าเว็บฯของเรามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และจะแจ้งเตือนปัญหาให้รู้ เช่นแสดงผลผิดปกติ มีสแปม มีเพจซ้ำซ้อน เครื่องมือตัวนี้ยังบอกความถี่ที่เว็บฯของเราไปปรากฎตามคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงเว็บฯที่ลิงค์มาหาเว็บฯเรา รับทำ SEO

ข้อผิดพลาดที่เห็นประจำในการทำ SEO ให้กับเว็บฯบนมือถือ

1. ใส่ลูกเล่นหรือ Special Effect ในเพจ
ถ้าจะใส่ ต้องมั่นใจว่าลูกเล่นเช่น Animation หรือภาพเปลี่ยนเองได้โดยใช้ HTML5 เพื่อรองรับเว็บฯที่เปิดบนสมาร์ทโฟนได้ แต่หากเปิดแล้วกินเวลาโหลดก็เอาออกดีกว่าและควรออกแบบเพจให้ผู้ใช้ได้บรรลุเป้าหมายจบในเพจเดียวแทน เวลาจะกลับไปโฮมเพจก็ทำได้ง่าย

2. ใส่โปรโมชั่น โฆษณา หรือป๊อปอัพจนล้นจอ
ถ้าจะมีป็อปอัพให้กรอกข้อมูล ก็เปลี่ยนเป็นทำเพจที่ให้กรอกข้อมูลไปเลยดีกว่า เวลาคนเยี่ยมชมเว็บฯพิมพ์ก็มี Autofill ให้ด้วย

3. บังคับให้คนเยี่ยมชมเว็บฯต้องหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเอาเอง
ถ้าให้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็พอจะอนุโลม แต่บางเว็บต้องให้เลื่อนซ้ายขวาเพื่อดูข้อมูลด้วยมันอ่านยากหรือดูภาพยาก ถ้าอยากจะเอารูประดับ HD ลงเพจจริงๆ ต้องทำให้คนเข้าเว็บฯสามารถกดซูมดูเอาเองเพื่อดูรายละเอียดดีกว่า

4. “กดเพื่อดูขนาดเต็ม”
จริงๆมันหมายความว่า “กดเพื่อดูเว็บขนาด Desktop” น่ะแหละแต่คนเข้ามาไม่เข้าใจว่าขนาดเต็มคืออะไรทางที่ดีทำ responsive website สำหรับหน้าจอมือถือแต่ละขนาด ควรทำปุ่มเผื่อคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่ไม่เท่ากันด้วยจะดีที่สุด